เมื่อโรงกลั่นน้ำมัน 'ทีพอต' ที่ถูกสหรัฐฯ แซงก์ชัน กลับทำกำไรพุ่งเท่าตัว — เรื่องนี้กระทบอะไรบ้าง?

พี่สยาม
พี่สยาม
เศรษฐกิจ
ขนาดตัวอักษร
เมื่อโรงกลั่นน้ำมัน 'ทีพอต' ที่ถูกสหรัฐฯ แซงก์ชัน กลับทำกำไรพุ่งเท่าตัว — เรื่องนี้กระทบอะไรบ้าง?

โรงกลั่นน้ำมัน 'ทีพอต' คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ก่อนอื่นต้องเล่าให้เข้าใจก่อนว่า คำว่า "ทีพอต" (Teapot Refinery) ในโลกอุตสาหกรรมพลังงานหมายถึงอะไร เพราะฟังดูแปลกดีเหมือนกัน

โรงกลั่นน้ำมันทีพอตคือโรงกลั่นน้ำมันขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่เป็นเอกชนในจีน ซึ่งต่างจากยักษ์ใหญ่ของรัฐอย่าง Sinopec หรือ CNOOC ที่ทุกคนรู้จัก โรงกลั่นกลุ่มนี้มักตั้งอยู่แถบมณฑล Shandong และมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดพลังงานจีน เพราะสามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้โดยตรงตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา

และหนึ่งในโรงกลั่นที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ตอนนี้คือ Hengli Petrochemical บริษัทแม่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ซึ่งควบคุมโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่บนเกาะ Changxing ใกล้เมือง Dalian ทางตอนเหนือของจีน

กำไรพุ่งเท่าตัว แม้โดนสหรัฐฯ คว่ำบาตร

ข่าวที่หลายคนอาจแปลกใจคือ Hengli Petrochemical ประกาศผลกำไรเบื้องต้นสำหรับครึ่งแรกของปีนี้ว่า กำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าน่าทึ่งมากในสถานการณ์ที่บริษัทกำลังอยู่ภายใต้การคว่ำบาตร (Sanctions) จากสหรัฐอเมริกา

สหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำโรงกลั่นในเครือ Hengli ด้วยข้อกล่าวหาว่ามีการซื้อขายน้ำมันกับอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรอยู่แล้ว ตามรายงานของ Reuters และ Nikkei Asia การคว่ำบาตรนี้ทำให้บริษัทไม่สามารถใช้ระบบการเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หรือทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกันได้โดยตรง

แต่กลับกัน... กำไรดันพุ่งสวนทางซะงั้น

ทำไมถึงยังทำกำไรได้ดีขนาดนี้?

คำตอบอยู่ที่ปัจจัยหลักสองเรื่องที่เชื่อมโยงกัน

1. ราคาน้ำมันและปิโตรเคมีที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งทั่วโลก

ตามรายงานของ Nikkei Asia ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามในยูเครน หรือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ล้วนส่งผลให้ราคาสินค้าปิโตรเคมีพุ่งสูงขึ้น Hengli ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการผลิตสารเคมีสำหรับทำเส้นใยโพลีเอสเตอร์ (Polyester) จึงได้ประโยชน์เต็มๆ จากราคาที่แพงขึ้น

2. การเข้าถึงน้ำมันดิบราคาถูกจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร

นี่คือจุดที่ละเอียดอ่อนและน่าคิด บริษัทอย่าง Hengli มีข้อได้เปรียบตรงที่สามารถรับซื้อน้ำมันดิบจากประเทศที่ถูกตะวันตกคว่ำบาตร เช่น อิหร่านและรัสเซีย ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อนำมากลั่นแล้วขายผลิตภัณฑ์ในราคาตลาด ส่วนต่างกำไรย่อมสูงกว่าคู่แข่งที่ต้องซื้อน้ำมันดิบในราคาปกติ

พูดง่ายๆ คือ ซื้อถูก ขายแพง โดยใช้ประโยชน์จากช่องว่างของมาตรการคว่ำบาตรที่จีนไม่ได้เข้าร่วมด้วย

ผลกระทบลูกโซ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจีน

ความสำเร็จของ Hengli ไม่ได้อยู่โดดๆ บริษัทนี้เปรียบเสมือน "หัวขบวน" ของรายงานผลประกอบการที่สดใสจากบริษัทปิโตรเคมีจีนหลายรายในช่วงเดียวกัน รวมถึงบริษัทที่เป็นซัพพลายเออร์เทคโนโลยีสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้ด้วย

สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้จะมีการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ แต่ Hengli ยังคงดำเนินธุรกิจได้ตามปกติในตลาดจีนและตลาดที่ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายตะวันตก เพราะจีนมีตลาดภายในประเทศขนาดมหึมา และมีพันธมิตรการค้าในเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ โดยตรง

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนไทยอย่างไร?

พี่สยามรู้ว่าหลายคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจคิดว่า "เรื่องของจีนกับสหรัฐฯ จะมาเกี่ยวกับเราด้วยเหรอ?" แต่เชื่อพี่เถอะ เกี่ยวข้องมากกว่าที่คิด

ราคาน้ำมันและพลาสติกในบ้านเรา

Hengli เป็นผู้ผลิตสารตั้งต้น (PTA — Purified Terephthalic Acid) ที่ใช้ทำเส้นใยโพลีเอสเตอร์รายใหญ่ระดับโลก เส้นใยโพลีเอสเตอร์นี้คือวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเสื้อผ้า ขวดน้ำพลาสติก บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน ราคาสินค้าเหล่านี้ในตลาดโลกย่อมส่งผลต่อต้นทุนของผู้ผลิตไทยด้วย

ผลต่อตลาดพลังงานเอเชีย

ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และราคาน้ำมันในตลาดเอเชียได้รับอิทธิพลจากกำลังการกลั่นและการซื้อน้ำมันของจีนโดยตรง ถ้าโรงกลั่นจีนซื้อน้ำมันดิบในราคาถูกจากอิหร่าน ก็อาจช่วยลดแรงกดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดเอเชียได้บ้าง ซึ่งในระยะยาวอาจเป็นผลดีต่อปั๊มน้ำมันในบ้านเรา แต่ก็ไม่แน่เสมอไปเพราะมีตัวแปรอื่นอีกมาก

ความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน

ถ้าบริษัทไทยหรือผู้นำเข้าไทยมีการทำธุรกิจที่เชื่อมโยงกับบริษัทในเครือ Hengli ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ก็อาจมีความเสี่ยงทางกฎหมายที่ต้องระวัง เพราะสหรัฐฯ ใช้มาตรการ Secondary Sanctions ซึ่งหมายความว่าบริษัทในประเทศที่สามที่ทำธุรกิจกับบริษัทในบัญชีดำก็อาจโดนผลกระทบด้วย

มุมมองส่วนตัวของพี่สยาม

ถ้าพี่สยามพูดตรงๆ เรื่องนี้มีความซับซ้อนทางจริยธรรมและธุรกิจที่น่าคิดมาก ในแง่หนึ่ง Hengli คือตัวอย่างของบริษัทที่ "อยู่รอดได้" แม้โดนมาตรการจากมหาอำนาจ เพราะโลกทุกวันนี้มันไม่ได้มีเพียงสหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดกฎทั้งหมด

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อน้ำมันจากอิหร่านเป็นความจริง มันก็หมายความว่าระบบคว่ำบาตรของโลกตะวันตกมีรูรั่ว ซึ่งทำให้คำถามว่า "มาตรการคว่ำบาตรได้ผลจริงแค่ไหน?" กลายเป็นประเด็นที่รัฐบาลและนักการทูตทั่วโลกต้องคิดต่อ

สำหรับนักลงทุนหรือคนที่ติดตามตลาดหุ้น เรื่องนี้เป็นสัญญาณว่าบริษัทปิโตรเคมีจีนบางราย "แข็งแกร่ง" กว่าที่หลายคนคิด แม้ในยามที่ถูกกดดันจากนอกประเทศ

ข้อควรระวังและคำแนะนำ

สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก หรือนักลงทุนที่มองหาโอกาสในตลาดปิโตรเคมีและพลังงาน พี่สยามอยากฝากไว้ดังนี้

  • ตรวจสอบซัพพลายเออร์ให้ดี: ถ้าทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าปิโตรเคมีจากจีน ควรตรวจสอบว่าบริษัทที่ทำด้วยอยู่ในบัญชีดำ OFAC (Office of Foreign Assets Control) ของสหรัฐฯ หรือไม่ ซึ่งสามารถค้นหาได้ฟรีที่เว็บไซต์ทางการของ OFAC
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ: ถ้าไม่แน่ใจว่าธุรกิจของตัวเองมีความเสี่ยงจาก Secondary Sanctions หรือเปล่า ควรขอคำปรึกษาจากทนายความที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าระหว่างประเทศก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำสัญญาใหม่
  • ติดตามราคาสินค้าปิโตรเคมี: สำหรับผู้ประกอบการที่ใช้พลาสติกหรือเส้นใยสังเคราะห์เป็นวัตถุดิบ ควรติดตามแนวโน้มราคาในตลาดโลกอย่างสม่ำเสมอ เพราะผลประกอบการของ Hengli และบริษัทคู่แข่งจะส่งสัญญาณถึงทิศทางราคาได้พอสมควร

ภาพรวมและทิศทางข้างหน้า

เรื่องของ Hengli Petrochemical เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของโลกที่กำลังเปลี่ยนไป ระบบเศรษฐกิจโลกที่เคยมีสหรัฐฯ และดอลลาร์เป็นศูนย์กลางกำลังถูกท้าทายโดยเศรษฐกิจจีนและพันธมิตร สงครามและความขัดแย้งทำให้ราคาพลังงานผันผวน แต่กลับกลายเป็นโอกาสของบางบริษัทในเวลาเดียวกัน

ตามรายงานเบื้องต้นของ Nikkei Asia บริษัทปิโตรเคมีจีนหลายรายต่างรายงานผลกำไรที่ดีขึ้นพร้อมกัน ซึ่งสะท้อนว่านี่ไม่ใช่ความสำเร็จของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นแนวโน้มของอุตสาหกรรมทั้งภาค

พี่สยามคิดว่าเรื่องนี้ยังมีพัฒนาการต่อไปอีกแน่ๆ ทั้งในแง่ของมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ อาจเพิ่มความเข้มข้นขึ้น และการปรับตัวของบริษัทจีนที่พิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่นสูง คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

และสำหรับพวกเราคนไทย... ไม่ว่าเกมใหญ่ระหว่างมหาอำนาจจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำได้คือติดตามข่าว เข้าใจโลก และปรับตัวให้ทัน นั่นแหละคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วแบบนี้ครับ

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook