โปรเจ็กต์ PPP ล้มกลางทาง: เรียนรู้อะไรได้จากรถไฟความเร็วสูง EEC ที่ค้างมา 8 ปี

พี่สยาม
พี่สยาม
เศรษฐกิจ
ขนาดตัวอักษร
โปรเจ็กต์ PPP ล้มกลางทาง: เรียนรู้อะไรได้จากรถไฟความเร็วสูง EEC ที่ค้างมา 8 ปี

เมื่อโปรเจ็กต์แสนล้านค้างอยู่กลางทาง ใครเสียหายบ้าง?

ถ้าพี่สยามจะเปรียบให้ฟัง ลองนึกถึงตอนที่เราตกลงกับช่างสร้างบ้าน ทำสัญญาเรียบร้อย จ่ายเงินมัดจำแล้ว แต่ 8 ปีผ่านไป — ยังไม่มีแม้แต่การวางเสาเข็มต้นแรก ความรู้สึกมันเป็นยังไง?

นั่นแหละคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ "ไฮสปีด EEC" ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนภาครัฐและเอกชน (PPP — Public Private Partnership) มูลค่า 224,544 ล้านบาท ที่เซ็นสัญญาไปตั้งแต่ปี 2562 แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจริงจัง

วันนี้พี่สยามไม่ได้อยากเล่าข่าว แต่อยากชวนทุกคนทำความเข้าใจว่า โครงการ PPP แบบนี้คืออะไร ทำไมมันถึงติดขัดได้ และประเทศไทยเสียโอกาสอะไรบ้างจากความล่าช้า — เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของนายทุนหรือรัฐบาล แต่กระทบชีวิตพวกเราทุกคนด้วย

PPP คืออะไร และทำไมประเทศถึงนิยมใช้โมเดลนี้?

PPP หรือ Public Private Partnership คือรูปแบบการลงทุนที่รัฐกับเอกชนมาจับมือกันทำโครงการขนาดใหญ่ โดยแต่ละฝ่ายรับผิดชอบในส่วนที่ตัวเองถนัด

  • ภาครัฐ มีที่ดิน ใบอนุญาต อำนาจทางกฎหมาย และการดูแลผลประโยชน์สาธารณะ
  • ภาคเอกชน มีเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และประสิทธิภาพในการบริหาร

ฟังดูดีมาก ใช่ไหม? รัฐไม่ต้องควักเงินงบประมาณมหาศาล เอกชนได้สัมปทานทำธุรกิจในระยะยาว ประชาชนได้ใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย

ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าโครงการ PPP ทั่วโลกมีมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และหลายโครงการในเอเชียประสบความสำเร็จ เช่น สนามบินฮ่องกงหรือระบบรถไฟในสิงคโปร์ แต่นั่นก็หมายความว่า... มีอีกหลายโครงการที่ไม่สำเร็จด้วยเช่นกัน

ทำไมโครงการ PPP ขนาดใหญ่ถึงติดขัดบ่อย?

จากบทเรียนโครงการ PPP ทั้งในไทยและต่างประเทศ มีปัจจัยที่ทำให้โปรเจ็กต์ชะงักอยู่หลายข้อ

1. ประมาณการทางการเงินคลาดเคลื่อน

โครงการใหญ่มักใช้เวลาศึกษาและเจรจาหลายปี พอถึงเวลาจะเริ่มจริง สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยน ดอกเบี้ยสูงขึ้น ต้นทุนก่อสร้างพุ่ง ทำให้ตัวเลขที่คำนวณไว้ตอนเซ็นสัญญาไม่ตรงกับความเป็นจริง กรณีไฮสปีด EEC ก็เช่นกัน เอกชนขอเปลี่ยนวิธีชำระเงินค่าก่อสร้างเป็นแบบ "สร้างไปจ่ายไป" ซึ่งสะท้อนว่าการหาแหล่งเงินก้อนใหญ่มาลงทุนพร้อมกันนั้นยากกว่าที่คิด

2. เงื่อนไขสัญญาซับซ้อนเกินไป

สัญญา PPP โครงการใหญ่อาจมีความหนาหลายร้อยหน้า แต่ละข้อกำหนดรายละเอียดว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ X ใครต้องรับผิดชอบ Y การแก้ไขสัญญาแต่ละครั้งต้องผ่านหลายขั้นตอน ทั้งคณะกรรมการ ครม. และกระบวนการทางกฎหมาย ยิ่งนานก็ยิ่งเสียโอกาส

3. ความเสี่ยงทางการเมืองและนโยบาย

รัฐบาลเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยน ผู้บริหารโครงการก็อาจเปลี่ยนตาม เอกชนที่ลงทุนระยะยาว 30-50 ปี ย่อมกังวลว่าสัญญาที่เซ็นไว้จะยังได้รับการคุ้มครองหรือเปล่า

4. เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง (Force Majeure)

โควิด-19 คือตัวอย่างชัดเจนที่สุด ไม่มีใครในปี 2562 ตอนเซ็นสัญญาคิดว่าจะมีโรคระบาดทั่วโลกในปีถัดมา กระทบจำนวนนักท่องเที่ยว กระทบรายได้ที่คาดการณ์ไว้ทั้งหมด

อาณาจักรมักกะสัน: เมื่อ 140 ไร่ใจกลางกรุงอาจต้องรอไปก่อน

หนึ่งในส่วนที่น่าจับตามากที่สุดของโครงการนี้คือ "สถานีมักกะสัน" พื้นที่ 140 ไร่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่วางแผนไว้ว่าจะเป็นโครงการ Mixed-Use (มิกซ์ยูส) คือมีทั้งโรงแรม ออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า และที่พักอาศัยในโครงการเดียว มูลค่าพัฒนาราว 2 แสนล้านบาท รวมถึงแผนสร้างตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย

ภาพ: www.prachachat.net

พี่สยามอยากให้ทุกคนเข้าใจว่า ที่ดิน 140 ไร่ย่านมักกะสันนั้นหายากมากในกรุงเทพฯ ยิ่งอยู่ใกล้ใจกลางเมือง มีรถไฟผ่าน ด้วยแล้ว ถ้าพัฒนาได้จริงมันจะเป็นเหมือน "เมืองในเมือง" แบบที่เราเห็นใน Tokyo Midtown หรือ Marina Bay Sands ในสิงคโปร์

แต่เมื่อโครงการหลักยังเดินหน้าไม่ได้ การพัฒนาพื้นที่ส่วนนี้ก็ต้องพักไว้ก่อน ซึ่งหมายความว่าที่ดินทองย่านนั้นก็ยังคงรกร้างต่อไปอีก

ประเทศเสียอะไรบ้างเมื่อโปรเจ็กต์ขนาดนี้ล่าช้า?

นี่คือส่วนที่พี่สยามอยากชวนคิดมากที่สุด เพราะหลายคนอาจมองว่า "ก็แค่เรื่องของบริษัทใหญ่กับรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับฉัน" แต่จริงๆ แล้วมันกระทบทุกคน

  • นักท่องเที่ยวและผู้เดินทาง ถ้าโครงการสำเร็จ การเดินทางจากดอนเมืองไปอู่ตะเภาจะใช้เวลาแค่ราว 45-50 นาที แทนที่จะต้องนั่งรถติดหลายชั่วโมง
  • นักลงทุนต่างชาติ โครงสร้างพื้นฐานที่ดีคือปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน ความล่าช้าส่งสัญญาณไม่ดีต่อความเชื่อมั่น
  • คนทำงานและผู้ประกอบการ โครงการก่อสร้างขนาดนี้สร้างงานได้มหาศาล ทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • ราคาที่ดินและเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC ออกแบบมาเพื่อดึงอุตสาหกรรมใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ ดิจิทัล ถ้าโครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม นักลงทุนก็อาจเลือกประเทศอื่นแทน

บทเรียนที่ประเทศไทยควรนำไปใช้

จากกรณีนี้ พี่สยามมองว่ามีบทเรียนสำคัญที่ทั้งภาครัฐและสังคมไทยควรตระหนักถึง

ประการแรก การออกแบบสัญญา PPP ต้องคิดล่วงหน้าให้ครอบคลุม โดยเฉพาะเงื่อนไขรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ โรคระบาด หรือดอกเบี้ยที่พุ่งสูง ไม่ใช่แค่คาดหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผน

ประการที่สอง ต้องมีกลไกตัดสินใจที่รวดเร็วกว่านี้ 8 ปีที่ผ่านมาโดยไม่มีความชัดเจนถือว่านานเกินไปมาก ทุกเดือนที่ผ่านไปคือต้นทุนค่าเสียโอกาสของประเทศ

ประการที่สาม ความโปร่งใสและการสื่อสารกับสาธารณชน เป็นสิ่งจำเป็น ประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้เสียควรได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ใช่รู้ข่าวผ่านสื่อเป็นชิ้นๆ

มุมมองพี่สยาม: 8 ปีกับบทเรียนราคาแพง

ถ้าพี่สยามพูดตรงๆ ตอนอ่านข่าวนี้รู้สึกเสียดายจริงๆ ครับ ไม่ใช่เสียดายเพราะเป็นแฟนบริษัทไหน แต่เสียดายที่ประเทศไทยใช้เวลา 8 ปีโดยที่ยังไม่ได้อะไรที่จับต้องได้เลย แม้แต่รางรถไฟหนึ่งเส้น

ในช่วงเวลาเดียวกัน เวียดนามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปไม่น้อย อินโดนีเซียเปิดรถไฟความเร็วสูงสายแรกในอาเซียนไปแล้ว (จาการ์ตา-บันดุง เปิดใช้งานในปี 2566 ตามรายงานของ Kereta Cepat Indonesia China) ขณะที่ไทยยังเจรจากันอยู่

อย่างไรก็ตาม พี่สยามไม่อยากให้ทุกคนมองโลกในแง่ร้ายเกินไป เพราะการที่โครงการนี้จะสิ้นสุดสัญญา อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเริ่มใหม่ที่ดีกว่า ถ้ารัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเรียนรู้จากความผิดพลาดที่ผ่านมา ออกแบบสัญญาและโครงสร้างโครงการใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม

สิ่งที่คนไทยทุกคนควรติดตามต่อจากนี้คือ รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรกับอนาคตของโครงการนี้ และที่ดิน 140 ไร่ใจกลางกรุงเทพฯ จะถูกพัฒนาในรูปแบบไหน เพราะนั่นคือทรัพย์สินของประเทศชาติที่ควรสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับคนไทยทุกคน ไม่ใช่แค่บริษัทหรือกลุ่มทุนใดกลุ่มหนึ่ง

ข้อมูลอ้างอิงจากรายงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และรายงานข่าวของสื่อเศรษฐกิจไทย

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook