เมื่อคนไทยเบื่อ "ยืมจมูกฝรั่งหายใจ" มานานพอแล้ว
ถ้าใครเคยขายของออนไลน์บน Shopee หรือ Lazada จะรู้ดีว่า "ค่า GP" หรือค่าธรรมเนียมการขาย (Gross Profit) คือต้นทุนก้อนใหญ่ที่กินกำไรไปเงียบ ๆ ทุกเดือน บางแพลตฟอร์มเก็บสูงถึง 30% ยังไม่รวมค่าโฆษณาที่ต้องจ่ายเพื่อให้สินค้าโผล่ขึ้นมาให้คนเห็น สุดท้ายขายได้เยอะ แต่กำไรจริง ๆ เหลือแค่เศษเนื้อ
นั่นคือที่มาของ Thaimart แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ที่เพิ่งจุดพลุเปิดตัวโดย นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ "นอท กองสลากพลัส" ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยมาร์ท มาร์เก็ตเพลส จำกัด ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ
ไทยมาร์ทคืออะไร และมาแก้ปัญหาอะไร?
ตามคำของนอทเอง เขาใช้ชีวิตทำมาหากินบนแพลตฟอร์มดิจิทัลมาตลอด และได้เรียนรู้ "ความเจ็บปวด" จากการฝากธุรกิจไว้บนระบบของคนอื่น ซึ่งวันไหนแพลตฟอร์มจะแบนบัญชี เปลี่ยนกฎ หรือขึ้นค่าธรรมเนียม ผู้ขายก็ไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรทั้งนั้น
"การที่ผมตัดสินใจทำไทยมาร์ท คือการประกาศว่าเราควรมีบ้านของตนเองสักที" — นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์
ไทยมาร์ทจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหา 3 อย่างที่ผู้ขายออนไลน์ไทยเจอมานาน ได้แก่
- ค่าธรรมเนียม GP และค่าโฆษณาที่สูงเกินจริง จนแทบไม่เหลือกำไร
- แพลตฟอร์มต่างชาติผูกขาดตลาด ผู้ขายไม่มีอำนาจต่อรอง
- สินค้าปลอม สินค้าลอกเลียนแบบที่แทรกตัวเข้ามาขายแข่ง ทำลายตลาดของคนทำของแท้
โครงสร้างค่าธรรมเนียมที่น่าสนใจ
หัวใจของไทยมาร์ทที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุด คือนโยบาย ปีแรกฟรีค่า GP ทั้งหมด (จนถึงสิ้นปี 2569) และหลังจากนั้นจะค่อย ๆ ขยับขึ้นอย่างโปร่งใส ดังนี้
- ปีที่ 1 (ถึงสิ้นปี 2569): ไม่เก็บค่า GP เลย
- ปีที่ 2: เก็บ 5%
- ปีที่ 3: เก็บ 8%
- ปีที่ 4 เป็นต้นไป: เก็บ 10%
เทียบกับแพลตฟอร์มต่างชาติที่อาจเก็บสูงถึง 30% บวกค่าโฆษณาอีก ตัวเลขของไทยมาร์ทดูน่าสนใจมากทีเดียว และสิ่งที่ดีคือ ความโปร่งใส — ผู้ขายรู้ล่วงหน้าเลยว่าแต่ละปีต้องจ่ายเท่าไร วางแผนธุรกิจได้ชัดเจน ไม่ต้องลุ้นว่าจะถูกขึ้นค่าธรรมเนียมเมื่อไร

กลยุทธ์ "เพื่อนรวย เราสำเร็จ" — ต่างจากคนอื่นยังไง?
ไทยมาร์ทประกาศใช้กลยุทธ์ Partner Success ที่มีแนวคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าร้านค้าในระบบร่ำรวยได้ แพลตฟอร์มก็จะเติบโตตามไปด้วย ไม่ได้มุ่งเน้นกำไรสูงสุดจากค่าธรรมเนียม
และที่น่าสังเกตคือ ไทยมาร์ทประกาศชัดว่าจะ ไม่เล่นสงครามราคา ไม่เผาเงินแจกคูปองส่วนลดแบบที่แพลตฟอร์มใหญ่ทำ แต่พิสูจน์ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลตามธรรมชาติ เพราะเมื่อร้านค้าไม่ต้องแบกต้นทุน GP สูง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องบวกราคาขายเพิ่มเพื่อชดเชยอีกต่อไป
สำหรับสินค้าที่รับเข้าระบบ ไม่ได้จำกัดเฉพาะแบรนด์ไทย แต่ต้องเป็นสินค้าที่ ผ่านมาตรฐานตามกฎหมาย เช่น อย. หรือ มอก. และตรวจสอบได้ว่าเป็นของแท้ ซึ่งถือเป็นจุดขายสำคัญในยุคที่ผู้บริโภคกลัวของปลอมบนออนไลน์
ปัจจุบันมีร้านค้าลงทะเบียนในระบบแล้วกว่า 15,000 ราย และผู้บริหารยอมรับล่วงหน้าว่าเตรียมใจรับการขาดทุนใน 3 ปีแรก แต่มั่นใจว่าจะค่อย ๆ ดีขึ้นและอยู่รอดได้ในระยะยาว
มุมมองของพี่สยาม — น่าเชียร์ แต่ต้องจับตา
พูดตรง ๆ เลยนะ พี่สยามอยากเชียร์ไทยมาร์ทมาก เพราะเข้าใจดีว่าผู้ขายออนไลน์ไทยโดยเฉพาะ SME เล็ก ๆ และร้านค้าในชุมชนเหนื่อยแค่ไหนกับค่าธรรมเนียมที่ถูกกำหนดโดยบริษัทต่างชาติที่เราแทบไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย
แต่ในฐานะคนที่ติดตามวงการดิจิทัลและเศรษฐกิจมานาน พี่สยามก็อยากให้มองความเป็นจริงไว้บ้าง แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะสำเร็จหรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝั่ง ผู้ขาย อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ จำนวนผู้ซื้อ ด้วย ถ้าลูกค้าไม่คุ้นเคย ไม่ไว้ใจ หรือยังติดนิสัยเลือกซื้อจากแพลตฟอร์มเดิม ร้านค้าก็ยังขายได้ยากอยู่ดีแม้ไม่ต้องจ่าย GP
ถ้าคุณเป็นผู้ขายออนไลน์ ควรทำอย่างไร?
ถ้าคุณมีร้านออนไลน์อยู่แล้ว พี่สยามแนะนำว่า ลองลงทะเบียนเข้าไว้ก่อน เพราะปีแรกฟรีค่า GP ไม่มีความเสียหายอะไร เป็นโอกาสทดลองตลาดใหม่โดยที่ต้นทุนต่ำมาก แต่ขอให้ทำควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว อย่าเพิ่งทิ้งช่องทางเดิม
- ลงทะเบียนทดลองในช่วงปีแรกที่ฟรีค่า GP เพื่อดูว่ามีออเดอร์จริงไหม
- อย่าย้ายทุกอย่างมาในทีเดียว ให้ใช้ทั้งสองแพลตฟอร์มควบคู่กันก่อน
- ติดตามว่าไทยมาร์ทลงทุนกับการดึงผู้ซื้อเข้ามาในระบบมากน้อยแค่ไหน
- วางแผนต้นทุนล่วงหน้าโดยคิดรวมค่า GP ที่จะเพิ่มขึ้นในปีต่อ ๆ ไปด้วย
ท้ายที่สุด ไทยมาร์ทเป็นก้าวที่น่าจับตามอง ความตั้งใจดีมีให้เห็น แต่โลกธุรกิจวัดผลที่การอยู่รอดระยะยาว ไม่ใช่แค่วันเปิดตัว ให้กำลังใจทีมไทยมาร์ท แต่ก็ฝากให้ผู้ขายทุกคนใช้วิจารณญาณด้วยนะครับ เพราะในที่สุด บ้านที่ดีต้องสร้างบนรากฐานที่แข็งแรง ไม่ใช่แค่โปรโมชันปีแรก




