ถ้าใครติดตามราคาบิตคอยน์เป็นประจำ คงชินกับตัวเลขที่กระโดดขึ้นลงเป็นหลักพันดอลลาร์ในชั่วข้ามคืน บางวันขึ้น 2% บางวันร่วง 5% โดยไม่มีข่าวอะไรชัดเจนรองรับเลย แล้วอย่างนี้ จะรู้ได้ยังไงว่าแค่ไหนคือ "ปกติ" และแค่ไหนคือ "น่ากังวล"?
พี่สยามอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของสินทรัพย์ดิจิทัลให้มากขึ้น เพราะก่อนจะคิดลงทุน หรือแม้แต่แค่ติดตามข่าว การเข้าใจว่ามันทำงานยังไงสำคัญกว่าการดูแค่ตัวเลขราคาวันนี้มาก
บิตคอยน์ผันผวนมากแค่ไหน เทียบกับสินทรัพย์อื่น
ในแวดวงการเงิน นักวิเคราะห์มักวัดความผันผวนด้วยค่าที่เรียกว่า Volatility หรือ "ความผันแปรของราคา" โดยคิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงเวลาหนึ่ง ยิ่งเลขสูง ยิ่งผันผวนมาก
- ทองคำ มี Volatility รายปีเฉลี่ยประมาณ 12-15%
- หุ้นในตลาด S&P 500 อยู่ที่ราว 15-20%
- บิตคอยน์ อยู่ที่ประมาณ 50-80% ในหลายช่วงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMetrics
พูดง่ายๆ คือบิตคอยน์ผันผวนมากกว่าทองคำและหุ้นรวมกันหลายเท่าตัว การที่ราคาขยับขึ้น 1-2% ในวันเดียวจึงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นเลยสำหรับตลาดนี้ แต่มันก็แปลว่าถ้าราคาร่วง 10% ในวันเดียว ก็ยังถือว่า "อยู่ในกรอบปกติ" เช่นกัน ซึ่งสำหรับคนที่ไม่เคยชินกับตลาดแบบนี้ มันอาจทำให้นอนไม่หลับได้จริงๆ
ทำไมบิตคอยน์ถึงผันผวนสูงขนาดนี้
หลายคนสงสัยว่าทำไมสินทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมหลายล้านล้านดอลลาร์ถึงยังผันผวนได้มากขนาดนี้ พี่สยามรวบรวมเหตุผลหลักๆ มาให้แล้ว
1. ตลาดยังเปิด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด
ต่างจากตลาดหุ้นที่มีเวลาเปิด-ปิดชัดเจน ตลาดคริปโตเปิดตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ ทั่วโลก ข่าวสารหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตีสองตีสามก็กระทบราคาได้ทันที ไม่มีช่วงพักให้นักลงทุนหายใจหายคอ
2. ปริมาณซื้อขายยังน้อยกว่าตลาดใหญ่
แม้บิตคอยน์จะมีมูลค่าตลาด (Market Cap) สูงมาก แต่ปริมาณการซื้อขายต่อวันยังน้อยกว่าตลาดฟอเร็กซ์หรือตลาดพันธบัตรสหรัฐอยู่มาก เมื่อนักลงทุนรายใหญ่ที่เรียกว่า "วาฬ" (Whale) เข้าซื้อหรือขายครั้งใหญ่ ราคาจึงขยับได้แรง
3. ยังขาดปัจจัยพื้นฐานที่ชัดเจน
หุ้นบริษัทมีกำไร รายได้ และงบการเงินให้วิเคราะห์ แต่บิตคอยน์ไม่มีกระแสเงินสดหรือผลประกอบการ ราคาจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่น ข่าวสาร และอารมณ์ตลาดเป็นหลัก เมื่อข่าวดี คนแห่ซื้อ เมื่อข่าวร้าย คนแห่ขาย ราคาจึงวิ่งได้เร็วกว่าสินทรัพย์ทั่วไปมาก

วงจรราคาบิตคอยน์ที่นักลงทุนมักพูดถึง
มีแนวคิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนคริปโตคือเรื่อง "Bitcoin Halving" หรือ "การลดรางวัลนักขุด" ซึ่งเกิดขึ้นทุกๆ ประมาณ 4 ปี โดยเป็นกลไกในระบบที่ทำให้จำนวนบิตคอยน์ที่ถูกสร้างใหม่ต่อวันลดลงครึ่งหนึ่ง
นักวิเคราะห์หลายสำนัก เช่น ข้อมูลจาก Glassnode และ CoinDesk ชี้ว่าในอดีต หลังจาก Halving แต่ละครั้ง ราคามักมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ไม่ได้รับประกันอนาคต และหลายปัจจัยที่เปลี่ยนไปก็ทำให้การคาดเดาเป็นเรื่องยากมาก
"การดูแค่ราคาวันนี้ เหมือนการดูหนังแค่ฉากเดียวแล้วบอกว่าเรื่องนี้ดีหรือไม่ดี บริบทและภาพรวมสำคัญกว่าเสมอ"
คนไทยกับการลงทุนคริปโต ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ตามรายงานของสำนักงาน ก.ล.ต. ประเทศไทยมีผู้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตหลักแสนรายในช่วงที่ผ่านมา ตัวเลขนี้บอกเราว่าคริปโตไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไปแล้ว
แต่สิ่งที่พี่สยามเป็นห่วงคือ หลายคนเข้าไปลงทุนโดยยังไม่เข้าใจธรรมชาติของมันดีพอ โดยเฉพาะสิ่งเหล่านี้
- ไม่มีระบบประกัน เงินฝากธนาคารได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากสูงสุด 1 ล้านบาท แต่สินทรัพย์ดิจิทัลไม่มีการคุ้มครองประเภทนี้ ถ้าตลาดแลกเปลี่ยนล้ม เงินอาจหายได้
- ความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาษี กำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยต้องเสียภาษีเงินได้ ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งหลายคนมองข้ามไป
- มิจฉาชีพและแพลตฟอร์มเถื่อน ยังมีเพจและแอปปลอมที่หลอกให้โอนเงินลงทุนอยู่มาก ควรตรวจสอบว่าแพลตฟอร์มได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือไม่ ที่เว็บไซต์ www.sec.or.th ก่อนเสมอ
ถ้าอยากเริ่มต้นศึกษา ควรทำอะไรก่อน
พี่สยามไม่ได้บอกว่าคริปโตดีหรือไม่ดี เพราะมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเงินและความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้ แต่ถ้าสนใจจริงๆ ลองเริ่มจากสิ่งเหล่านี้ก่อน
- ศึกษาความรู้พื้นฐานจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ ก.ล.ต. หรือสถาบันการศึกษาชั้นนำ
- ลงทุนเฉพาะเงินที่ "ยอมรับได้ถ้าหายไปทั้งหมด" ไม่ใช้เงินเก็บฉุกเฉินหรือเงินกู้
- กระจายความเสี่ยง ไม่เอาเงินทั้งหมดไว้ในสินทรัพย์ประเภทเดียว
- ระวังคำแนะนำใน Social Media เพราะส่วนใหญ่ไม่มีความรับผิดชอบทางกฎหมาย
มุมมองของพี่สยาม
ถ้าเป็นพี่สยามเอง พี่มองบิตคอยน์เหมือนมองสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงชนิดหนึ่ง ไม่ต่างจากหุ้นเก็งกำไร เพียงแต่ผันผวนหนักกว่า ราคาที่ขึ้น 1-2% ในวันเดียวฟังดูน่าตื่นเต้น แต่อย่าลืมว่ามันร่วงได้เร็วเท่ากันหรือเร็วกว่าด้วย
สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ คือเทคโนโลยีเบื้องหลังอย่าง Blockchain (ระบบบันทึกข้อมูลแบบกระจายที่ไม่มีศูนย์กลางควบคุม) ที่กำลังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งธนาคาร โลจิสติกส์ และการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อชีวิตคนไทยในวงกว้างในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
ดังนั้น แทนที่จะมัวกังวลว่าวันนี้ราคาขึ้นหรือลง ลองใช้เวลาทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้มันคืออะไร ทำงานยังไง และส่งผลต่อโลกอย่างไร อาจจะมีประโยชน์กว่าในระยะยาวครับ





