โรคหลอดเลือดสมองไม่ได้มาแบบไม่ทันตั้งตัว: 6 สัญญาณเตือนที่ร่างกายส่งมาก่อนสายเกินแก้

พี่สยาม
พี่สยาม
สุขภาพ
ขนาดตัวอักษร
โรคหลอดเลือดสมองไม่ได้มาแบบไม่ทันตั้งตัว: 6 สัญญาณเตือนที่ร่างกายส่งมาก่อนสายเกินแก้

ความเข้าใจผิดที่อาจคร่าชีวิตคนได้

หลายคนยังเชื่อว่าโรคหลอดเลือดสมอง หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ "โรคสโตรก" (Stroke) มักมาแบบฟ้าผ่า ไม่มีสัญญาณให้รู้ตัวล่วงหน้า แต่ความจริงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง แพทย์และนักวิจัยด้านสุขภาพยืนยันมาโดยตลอดว่า ร่างกายของเรามักส่งสัญญาณบางอย่างออกมาก่อนที่วิกฤตจะเกิดขึ้นจริง ปัญหาคือเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร หรือรู้แต่เลือกจะเพิกเฉย

ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ทุก ๆ 6 วินาที มีคนทั่วโลกเสียชีวิตหรือพิการถาวรจากโรคหลอดเลือดสมอง และที่น่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก คือโรคนี้กำลังลงมาหาคนอายุน้อยกว่าที่เคยเป็น กลุ่มวัยทำงานอายุ 30-50 ปีเริ่มพบอัตราการเกิดโรคนี้สูงขึ้นอย่างชัดเจน

พี่สยามอยากบอกตรง ๆ ว่า เรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิดมาก ลองนึกดูว่าในชีวิตประจำวัน เราเครียดกันขนาดไหน นอนดึกแค่ไหน กินอาหารแบบไหน แล้วจะเข้าใจทันทีว่าทำไมโรคนี้ถึงไม่ได้เป็นเรื่องของ "คนแก่" อีกต่อไปแล้ว

6 สัญญาณที่ร่างกายพยายามบอกเรา

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาการธรรมดา อาจเป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากร่างกาย ลองเช็กตัวเองหรือคนใกล้ชิดดู

1. ใบหน้าดูไม่ปกติ

สังเกตว่ามุมปากข้างใดข้างหนึ่งดูหย่อนลงหรือเฉียงไปโดยไม่มีสาเหตุ หรือรู้สึกชาที่ใบหน้าข้างเดียว ลองให้ผู้ป่วยยิ้มแล้วดูว่ารอยยิ้มสมมาตรหรือเปล่า ถ้าไม่สมมาตร นั่นคือสัญญาณอันตราย

2. แขนขาอ่อนแรงหรือชาเฉียบพลัน

รู้สึกอ่อนแรงที่แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งอย่างกะทันหัน ของหล่นจากมือโดยไม่ตั้งใจ หรือเดินแล้วขาไม่ยอมยก อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติ

3. พูดลำบากหรือฟังไม่เข้าใจ

พูดไม่ชัด พูดสะดุด ใช้คำผิด หรือฟังคนอื่นพูดแล้วรู้สึกสับสนเข้าใจยาก ทั้งที่ภาษาเดิม ๆ ที่ใช้กันมาตลอด อาการนี้เกิดขึ้นได้จากสมองที่เริ่มมีปัญหา

4. ตามัวหรือมองเห็นภาพซ้อน

ตามัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน หรือมองเห็นสิ่งของเดิมเป็นสองชิ้น (Double Vision) ทั้งที่ก่อนหน้านี้สายตาปกติ อย่าชะล่าใจคิดว่าตาพักผ่อนไม่พอ เพราะอาจเป็นอาการจากสมองก็ได้

5. เสียการทรงตัว

วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง รู้สึกว่าตัวเองหรือสิ่งแวดล้อมหมุน เดินตรงไม่ได้ หรือหยิบจับสิ่งของได้ยากเพราะร่างกายไม่ประสานกัน

6. ปวดหัวรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ไม่ใช่ปวดหัวธรรมดาจากเครียดหรืออดนอน แต่เป็นอาการปวดที่มาแบบฉับพลัน รุนแรงมาก บางคนอธิบายว่าเหมือน "ฟ้าผ่าเข้าหัว" มักมาพร้อมกับคลื่นไส้และอาเจียน

Theo thống kê của Tổ chức Y tế Thế giới, cứ 6 giây lại có một người tử vong hoặc tàn tật vĩnh viễn do đột quỵ.
Theo thống kê của Tổ chức Y tế Thế giới, cứ 6 giây lại có một người tử vong hoặc tàn tật vĩnh viễn do đột quỵ.

จำไว้ให้ขึ้นใจ: หลัก BEFAST

ทั่วโลกใช้สูตรจำง่าย ๆ ชื่อ BEFAST เป็นเครื่องมือตรวจสอบเบื้องต้นและตัดสินใจขอความช่วยเหลือ ลองจำไว้เลย

  • B — Balance (การทรงตัว): มีอาการเดินเซ วิงเวียน ทรงตัวไม่ได้
  • E — Eyes (สายตา): ตามัวทันที มองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็นข้างใดข้างหนึ่ง
  • F — Face (ใบหน้า): ใบหน้าเบี้ยว ปากเฉียง ยิ้มไม่สมมาตร
  • A — Arms (แขนขา): ยกแขนขึ้นไม่ได้ หรืออ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง
  • S — Speech (การพูด): พูดไม่ชัด สับสน หรือพูดไม่ออก
  • T — Time (เวลา): โทรแจ้งหน่วยฉุกเฉิน 1669 ทันที และรีบพาไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

"เวลาคือสมอง" — แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าทุก ๆ 1 นาทีที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองไม่ได้รับการรักษา เซลล์สมองจะตายไปประมาณ 1.9 ล้านเซลล์ นี่คือเหตุผลที่หน้าต่างทอง (Golden Period) 3-4.5 ชั่วโมงแรกมีค่ามากแค่ไหน

ระวังเป็นพิเศษ: TIA สัญญาณเตือนที่ดูเหมือนหาย แต่ยังไม่จบ

มีอาการที่น่ากลัวมากแต่หลายคนมองข้ามเพราะมันหายได้เอง นั่นคือ TIA หรือ Transient Ischemic Attack ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว คือเมื่อคุณมีอาการชาที่มือ พูดสะดุด หรือตามัว แล้วมันหายไปเองภายในไม่กี่นาที อย่าเพิ่งโล่งใจ เพราะนั่นคือสัญญาณเตือนแดงว่าโรคหลอดเลือดสมองตัวจริงอาจตามมาภายในสัปดาห์ถัดไป ต้องรีบพบแพทย์ทันทีโดยไม่ชักช้า

คนกลุ่มไหนในไทยที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ถ้าพูดถึงบริบทของคนไทย กลุ่มเสี่ยงที่ควรใส่ใจเรื่องนี้มากเป็นพิเศษได้แก่

  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือเป็นเบาหวาน
  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน ไม่ค่อยออกกำลังกาย
  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
  • คนวัยทำงานอายุ 30-50 ปี ที่นอนดึก เครียดสะสม และกินอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ

ถ้าเป็นพี่สยามเอง ยอมรับตรง ๆ ว่าเคยชะล่าใจกับการนอนดึกและกินอาหารไม่เป็นเวลามาตลอด พอได้อ่านข้อมูลเรื่องนี้จริงจังแล้วถึงได้ฉุกคิดว่า เราไม่ได้แข็งแกร่งพอที่จะนิ่งเฉยต่อสัญญาณเตือนจากร่างกายตัวเองได้

สิ่งที่คนไทยควรทำตั้งแต่วันนี้

ไม่ต้องรอให้ป่วยก่อนค่อยสนใจ เพราะโรคหลอดเลือดสมองป้องกันได้ถ้าเราดูแลตัวเองดีพอ สิ่งที่ทำได้เลยโดยไม่ต้องรอ ได้แก่ ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ วัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นถ้ามีความเสี่ยง ลดเค็ม ลดหวาน ลดมัน เพิ่มผักและผลไม้ ออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และที่สำคัญ จำสูตร BEFAST ไว้ให้ขึ้นใจ แล้วบอกต่อคนในครอบครัวด้วย เพราะวันที่วิกฤตเกิดขึ้น คนที่อยู่ใกล้ที่สุดต่างหากที่จะช่วยชีวิตได้

โรคหลอดเลือดสมองไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของความรู้และความพร้อม ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรับมือได้ทัน และยิ่งมีโอกาสรอดมากขึ้น

ขอบคุณข้อมูล: Phu Nu Today - Suc Khoe

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook