ทำไมนักข่าวคนนี้ถึงเลิกใช้ ChatGPT เป็นตัวหลัก แล้วหันมาพึ่ง Gemini แทน

พี่สยาม
พี่สยาม
เทคโนโลยี
ขนาดตัวอักษร
ทำไมนักข่าวคนนี้ถึงเลิกใช้ ChatGPT เป็นตัวหลัก แล้วหันมาพึ่ง Gemini แทน

เมื่อ AI ที่ใช้มาหลายปี ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดอีกต่อไป

Amanda Caswell นักข่าวสายเทคโนโลยี เคยเป็นหนึ่งในผู้ใช้ ChatGPT Plus ที่ภักดีมากที่สุดคนหนึ่ง เธอสมัครสมาชิกตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว และใช้มันเปิดเป็นแท็บแรกทุกเช้าเป็นเวลาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นการระดมความคิด ร่างบทความ หรือแก้ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ChatGPT คือ "ผู้ช่วยหมายเลขหนึ่ง" ของเธอมาตลอด

แต่แล้ววันหนึ่ง เธอก็สังเกตเห็นว่าตัวเองหยิบ Gemini ขึ้นมาใช้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ — โดยเฉพาะเวลาที่ต้องการทำงานจริงๆ ให้เสร็จ บทความนี้พี่สยามจะมาเล่าให้ฟังว่า Gemini เก่งกว่า ChatGPT ในเรื่องอะไรบ้าง และคนไทยอย่างเราๆ จะได้ประโยชน์จากมันอย่างไร

จุดแข็งของ Gemini ที่ ChatGPT ยังสู้ไม่ได้

1. เชื่อมต่อกับ Google Workspace ได้ลึกกว่ามาก

ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้ Gmail, Google Docs และ Google Drive เป็นชีวิตประจำวัน นี่คือเหตุผลใหญ่ที่สุดที่ Gemini ได้เปรียบ เพราะมันสามารถ "ดำน้ำ" เข้าไปในระบบ Google ทั้งหมดได้โดยตรง

ลองนึกภาพว่าคุณต้องการหาเอกสารอนุมัติโครงการที่เคยส่งเมลไปเมื่อ 3 เดือนก่อน แต่จำชื่อไฟล์ไม่ได้ ไม่รู้วันที่แน่นอน รู้แค่ว่ามันเกี่ยวกับ "งบประมาณไตรมาส 3" — Gemini สามารถค้นหาเจอได้จากคำใบ้เพียงไม่กี่คำ แล้วนำข้อมูลมาสังเคราะห์ต่อได้เลยในคำสั่งเดียว ไม่ต้องคัดลอก ไม่ต้องวาง ไม่ต้องจัดฟอร์แมตใหม่

สำหรับพี่สยาม ถ้าต้องทำงานกับเอกสารจำนวนมากในแต่ละวัน ตรงนี้คือตัวช่วยที่ประหยัดเวลาได้มหาศาล และเป็นสิ่งที่ ChatGPT ทำได้ไม่ดีเท่า เพราะมันไม่ได้เชื่อมกับระบบไฟล์ของคุณโดยตรง

Gemini
Gemini

2. Context Window ใหญ่มหาศาล — ยัดข้อมูลได้เยอะกว่า

คำว่า Context Window (หน้าต่างบริบท) หมายถึงปริมาณข้อมูลที่ AI สามารถ "จำ" และประมวลผลได้ในการสนทนาหนึ่งครั้ง ยิ่ง Context Window ใหญ่ ยิ่งรับข้อมูลได้มาก

ตามข้อมูลที่ Amanda รายงาน ChatGPT มีข้อจำกัดที่ค่อนข้างเร็ว ขณะที่ Gemini มี Context Window สูงถึง 2 ล้าน Token (Token คือหน่วยวัดปริมาณข้อมูลของ AI — 1 ล้าน Token ประมาณเท่ากับหนังสือหนาๆ ประมาณ 700-800 หน้า) ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถโยนคู่มือสินค้าทั้งเล่ม บทถอดเสียงสัมภาษณ์หลายชั่วโมง หรือรายงานวิจัย PDF หนาๆ เข้าไปได้พร้อมกัน โดยที่ Gemini จะยังจำเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบได้โดยไม่สับสน

สำหรับนักวิจัย นักเรียน หรือคนทำงานที่ต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก นี่คือข้อได้เปรียบที่จับต้องได้ชัดเจน

3. วิเคราะห์วิดีโอได้โดยตรง — ไม่ต้องพึ่งแค่ตัวอักษร

นี่คือจุดที่น่าสนใจมากสำหรับพี่สยาม เพราะ Gemini สามารถรับวิดีโอ YouTube เข้าไปวิเคราะห์ได้โดยตรง ไม่ใช่แค่อ่าน Transcript (ข้อความที่แปลงจากเสียง) แต่ประมวลผลทั้งภาพและเสียงไปพร้อมกัน

Amanda ยกตัวอย่างว่าเธอสามารถส่งวิดีโอความยาว 20 นาทีให้ Gemini ดู แล้วให้มันดึง Timestamp (ช่วงเวลาที่ระบุในวิดีโอ) ของจุดสำคัญ สรุปประเด็นหลัก หรือค้นหาคำพูดเฉพาะได้ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาไปได้มากสำหรับงานที่ต้องดูวิดีโอยาวๆ เช่น งานแถลงข่าว สัมมนาออนไลน์ หรือบทสัมภาษณ์ที่บันทึกไว้

ChatGPT สามารถวิเคราะห์ภาพนิ่งที่อัปโหลดได้ดี แต่ยังสู้ความสามารถด้านวิดีโอของ Gemini ไม่ได้ในจุดนี้

Gemini in slides
Gemini in slides

4. ข้อมูลสดใหม่จาก Google Search โดยตรง

Gemini สร้างขึ้นบน Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) ของ Google Search โดยตรง ทำให้มันดึงข้อมูลเรียลไทม์ได้เร็วและแม่นยำกว่า ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าล่าสุด ข่าวด่วนที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือเหตุการณ์ปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

สำหรับงานข่าวที่ต้องการความถูกต้องและความเร็ว ตรงนี้คือความแตกต่างที่สำคัญมาก Amanda ในฐานะนักข่าวระบุว่าเธอเชื่อถือ Gemini ในการดึงข้อมูลล่าสุดมากกว่า เพราะมันเชื่อมกับเครื่องมือค้นหาที่ทรงพลังที่สุดในโลกโดยตรง

แล้ว ChatGPT ยังเหนือกว่าในเรื่องอะไร?

Amanda ไม่ได้ทิ้ง ChatGPT ไปทั้งหมด และพี่สยามคิดว่านั่นเป็นท่าทีที่ฉลาด เพราะ ChatGPT ยังมีจุดแข็งที่ Gemini ยังสู้ไม่ได้

จุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดคือ ความจำระยะยาว (Long-term Memory) — ChatGPT สามารถจดจำบริบทของการสนทนาข้ามวัน ข้ามสัปดาห์ได้ Amanda เล่าว่าเธอมักเปิด Thread (กระทู้สนทนา) เดียวกันไว้นานหลายสัปดาห์เพื่อทดสอบและพัฒนาไอเดีย โดยที่ ChatGPT ยังจำตรรกะและความชอบส่วนตัวของเธอได้ ในขณะที่ Gemini มักจะ "ลืม" ระหว่าง Session (รอบการสนทนา)

นอกจากนี้ ChatGPT ยังโดดเด่นในเรื่องของการสร้างเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ การเขียนโค้ด และการใช้งาน Plugin ต่างๆ ที่ยังคงล้ำหน้ากว่าในบางด้าน

Google News
Google News

มุมมองพี่สยาม: คนไทยควรคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?

ถ้าเป็นพี่สยามเจอสถานการณ์แบบนี้ พี่ก็คงไม่ยึดติดกับเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งแบบ 100% เพราะโลกของ AI มันเปลี่ยนเร็วมาก สิ่งที่ดีที่สุดวันนี้ อาจไม่ใช่คำตอบที่สุดในอีก 6 เดือนข้างหน้าก็ได้

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับคนไทยโดยเฉพาะคือ เราส่วนใหญ่ใช้ Gmail และ Google Drive เป็นหลักอยู่แล้ว ทั้งในการเรียน การทำงาน และการทำธุรกิจ ฉะนั้นถ้าคุณอยู่ใน Ecosystem ของ Google อยู่แล้ว การลองใช้ Gemini ให้มากขึ้นน่าจะคุ้มค่ามาก โดยเฉพาะในงานที่ต้องค้นหาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก หรือติดตามข่าวสารเรียลไทม์

Amanda Caswell
Amanda Caswell

คำแนะนำสำหรับผู้ใช้ AI ในไทย

  • ถ้าคุณใช้ Gmail/Google Drive เป็นหลัก: ลองเปิด Gemini Advanced แล้วให้มันช่วยค้นหาและสรุปเอกสารดู น่าจะเห็นความต่างทันที
  • ถ้าคุณต้องดูวิดีโอยาวๆ เพื่องาน: ส่ง Link YouTube ให้ Gemini วิเคราะห์แทนการนั่งดูเองทั้งคลิป ประหยัดเวลาได้มาก
  • ถ้าคุณต้องการจดจำบริบทระยะยาว: ChatGPT ยังตอบโจทย์ได้ดีกว่าในจุดนี้
  • ถ้าคุณต้องการข้อมูลเรียลไทม์: Gemini น่าเชื่อถือกว่าในการดึงข่าวและข้อมูลปัจจุบัน
  • ในเรื่องงบประมาณ: Gemini Advanced และ ChatGPT Plus มีราคาใกล้เคียงกัน ประมาณ 700-750 บาทต่อเดือน ควรเลือกตามการใช้งานจริงของตัวเอง ไม่ใช่ตามกระแส

ข้อควรระวังที่พี่สยามอยากฝากไว้

การที่ Gemini เชื่อมกับ Gmail และ Google Drive ของคุณโดยตรงนั้น มีด้านดีคือสะดวก แต่ก็มีประเด็นด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) ที่ต้องระวังด้วย เพราะหมายความว่า AI จะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัว เอกสารสำคัญ และการสื่อสารของคุณ

ก่อนเปิดใช้งานการเชื่อมต่อเหล่านี้ ควรอ่านนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google ให้เข้าใจก่อน และถ้าคุณทำงานในองค์กรที่มีข้อมูลลับหรือข้อมูลลูกค้า ควรตรวจสอบกับฝ่าย IT หรือผู้บริหารก่อนว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่ เพราะในบางกรณีอาจมีประเด็นด้าน PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ที่เกี่ยวข้องได้

สรุป: ไม่มี AI ไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์

บทเรียนที่ได้จากเรื่องของ Amanda คือ เครื่องมือที่ดีที่สุดคือเครื่องมือที่เหมาะกับงานที่คุณทำ ไม่ใช่เครื่องมือที่ดังที่สุดหรือแพงที่สุด

Gemini ชนะชัดๆ เมื่อต้องทำงานร่วมกับ Ecosystem ของ Google ประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก วิเคราะห์วิดีโอ หรือค้นหาข้อมูลเรียลไทม์ ส่วน ChatGPT ยังแข็งแกร่งในเรื่องความจำระยะยาวและงานสร้างสรรค์

พี่สยามแนะนำให้ลองใช้ทั้งสองตัวในช่วง Free Trial ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะจ่ายเงินให้ตัวไหน หรือจะใช้แบบ "เลือกตามงาน" ก็เป็นทางเลือกที่ฉลาดไม่แพ้กัน เพราะในยุคที่ AI พัฒนาเร็วขนาดนี้ การไม่ผูกตัวเองกับเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดก็ได้

ขอบคุณข้อมูล: Toms Guide AI

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook