ปลากระตักราคาถูก แต่แคลเซียมสูงกว่าแซลมอน 25 เท่า และโอเมก้า-3 เทียบเท่าทุกกรัม

พี่สยาม
พี่สยาม
สุขภาพ
ขนาดตัวอักษร
ปลากระตักราคาถูก แต่แคลเซียมสูงกว่าแซลมอน 25 เท่า และโอเมก้า-3 เทียบเท่าทุกกรัม

ปลาตัวเล็กที่คนมักมองข้าม แต่คุณค่าโภชนาการระดับท็อป

พูดถึงปลาที่อุดมด้วยโอเมก้า-3 หลายคนนึกถึงแซลมอนทันทีเลย ราคาหลักร้อยต่อขีด หน้าตาดูดี โฆษณาไปทั่ว แต่รู้ไหมครับว่ามีปลาอีกชนิดหนึ่งที่ราคาถูกกว่ามาก หาซื้อได้ง่ายตามตลาดสดทั่วประเทศ และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ไม่แพ้กันเลย ปลานั้นก็คือ ปลากระตัก นั่นเองครับ

ข้อมูลจากฐานข้อมูลโภชนาการหลายแหล่ง รวมถึงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารโภชนาการระบุว่า ปลากระตัก 100 กรัม ให้แคลเซียมสูงถึง 232 มิลลิกรัม ในขณะที่แซลมอนในปริมาณเท่ากันให้แคลเซียมเพียงประมาณ 9-12 มิลลิกรัมเท่านั้น นั่นหมายความว่าปลาตัวจิ๋วๆ ที่เราคุ้นเคยกันดีนี้ มีแคลเซียมสูงกว่าแซลมอนถึงเกือบ 25 เท่าเลยครับ

โอเมก้า-3 ในปลากระตัก เทียบเท่าแซลมอนทุกกรัม

โอเมก้า-3 (Omega-3) คือกรดไขมันจำเป็น ซึ่ง "จำเป็น" ในที่นี้หมายความว่าร่างกายเราสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น โอเมก้า-3 ประกอบด้วย 3 ชนิดหลักคือ EPA, DHA และ ALA โดย EPA และ DHA พบมากในปลาทะเล ส่วน ALA พบในพืช เช่น เมล็ดแฟลกซ์

หลายคนคิดว่าแซลมอนนั้นครองแชมป์โอเมก้า-3 แต่ข้อมูลจากฐานข้อมูลโภชนาการของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ชี้ให้เห็นว่า ปลากระตักและแซลมอนในน้ำหนัก 100 กรัมเท่ากัน ให้โอเมก้า-3 ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันมาก คืออยู่ที่ประมาณ 2,000–2,100 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งโอเมก้า-3 ชั้นดีพอๆ กันเลยครับ

โอเมก้า-3 มีประโยชน์อะไรบ้าง? สรุปสั้นๆ ได้ว่า ช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ลดการอักเสบในร่างกาย บำรุงสายตา ช่วยพัฒนาสมองและระบบประสาท และยังช่วยให้ผิวพรรณดูสุขภาพดีอีกด้วย ประโยชน์เหล่านี้ทั้งหมดได้จากปลากระตักราคาถูกได้เหมือนกันครับ

Những dấu hiệu sốt xuất huyết dễ bị bỏ qua khiến bệnh chuyển nặng
Những dấu hiệu sốt xuất huyết dễ bị bỏ qua khiến bệnh chuyển nặng

แคลเซียมสูง ดีต่อกระดูกและฟัน ทุกช่วงวัย

นอกจากโอเมก้า-3 แล้ว ปลากระตักยังอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งทั้งสองทำงานร่วมกันในการสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบุว่า การรับประทานปลากระตักสม่ำเสมอช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของมวลกระดูก ซึ่งมีประโยชน์ในทุกช่วงอายุ

  • เด็กและวัยรุ่น: ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง รองรับการเจริญเติบโตของร่างกาย และอาจมีส่วนช่วยในด้านความสูง
  • วัยทำงาน: ช่วยรักษาความแข็งแรงของกระดูก ลดความเสี่ยงกระดูกเสื่อมในระยะยาว
  • ผู้สูงอายุ: ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) และลดอาการปวดเมื่อยข้อกระดูก

นอกจากแคลเซียมแล้ว ปลากระตักยังมีวิตามิน D ซึ่งทำหน้าที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น ถือว่าได้ทั้งคู่ในอาหารจานเดียวเลยครับ

ความรู้สึกของพี่สยามต่อเรื่องนี้

บอกตามตรงครับ ตอนแรกที่เห็นข้อมูลนี้ก็แปลกใจเหมือนกัน เพราะเราทุกคนถูก "สื่อ" และ "การตลาด" ปั้นภาพแซลมอนให้เป็นปลาสุขภาพระดับพรีเมียมมานาน จนลืมไปว่าปลากระตักที่คุณแม่ทำให้กินตั้งแต่เด็กๆ นั่นแหละ คือซูเปอร์ฟู้ดที่แท้จริงของคนไทย

ถ้าเป็นเรา ชีวิตทำงานออฟฟิศสมัยก่อน ก็คงไม่รู้สึกว่ากินปลากระตักแล้วมันดูดีพอ (ยอมรับตรงๆ นะ) แต่พอเข้าใจข้อมูลโภชนาการแล้ว มันเป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่คนไทยเราเองกลับมองข้ามสมบัติที่มีอยู่แล้วในครัว ไปจ่ายเงินซื้อปลาแพงๆ จากต่างประเทศ ทั้งที่ได้สารอาหารไม่ต่างกันเท่าไรนัก

วิธีกินปลากระตักให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่า ควรกินปลากระตักทั้งตัวรวมถึงส่วนกระดูก เพราะกระดูกของปลาชนิดนี้นิ่มมาก โดยเฉพาะเมื่อผ่านการปรุงสุกแล้ว ส่วนนั้นเองที่เป็นแหล่งแคลเซียมหลัก การแยกเอาแต่เนื้อจะทำให้เสียคุณค่าไปมาก

เมนูแนะนำที่ได้ประโยชน์และปลอดภัย:

  • ปลากระตักต้มซีอิ้ว/ปลากระตักพะโล้: ได้สารอาหารครบ ง่ายต่อการเคี้ยวกลืน เหมาะทั้งเด็กและผู้สูงอายุ
  • ทอดมันปลากระตัก: บดเนื้อรวมกับกระดูกที่นิ่มแล้ว ได้แคลเซียมครบ เด็กๆ ชอบ
  • ปลากระตักผัดพริกแกง: รสชาติดี คู่กับข้าวสวยร้อนๆ
  • ต้มยำปลากระตักสด: อาหารคลีนที่ยังได้สารอาหารครบถ้วน

คำเตือนที่ต้องรู้ก่อนกิน — ไม่ใช่ทุกเมนูที่ดีเสมอไป

แม้ปลากระตักจะดีต่อสุขภาพ แต่วิธีปรุงก็มีผลมากครับ มีสองเรื่องที่พี่สยามอยากเตือนไว้:

⚠️ เรื่องแรก: ปลากระตักทอดหรือคั่วไหม้
หลายคนชอบปลากระตักทอดกรอบจนขอบไหม้ เพราะรู้สึกว่าอร่อยกว่า แต่ตามรายงานทางวิทยาศาสตร์ การเผาหรือทอดโปรตีนและไขมันจนไหม้จะเกิดสารที่เรียกว่า Heterocyclic Amines (HCA) และ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAH) ซึ่งเป็นสารที่มีความเสี่ยงต่อการก่อกลายพันธุ์ของ DNA และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาว ควรหลีกเลี่ยงการทำให้ไหม้เกินไปครับ
⚠️ เรื่องที่สอง: เครื่องปรุงมากเกินไป
เมนูปลากระตักคั่วน้ำปลา น้ำตาล ผงชูรส บางสูตรใส่ซอสหอยนางรม ซอสพริก จนเค็มจัดหวานจัด ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าการบริโภคโซเดียมและน้ำตาลในปริมาณสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง นิ่วในไต และโรคหัวใจ ดังนั้นควรปรุงรสแบบพอดี และเลือกน้ำปลาแบบลดโซเดียมก็จะดีมากเลยครับ

สำหรับเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ควรเลือกเมนูที่ปลากระตักนิ่มมาก เช่น ต้มหรือพะโล้ มากกว่าเมนูแบบแห้งกรอบ เพื่อป้องกันการสำลักก้างหรือเคี้ยวไม่ละเอียด

ผลดีต่อคนไทยเมื่อหันมากินปลากระตักมากขึ้น

ในมุมมองของพี่สยาม การที่คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับปลากระตักมากขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพส่วนตัว แต่ยังมีมิติอื่นที่น่าสนใจด้วยครับ

  • ประหยัดค่าใช้จ่าย: ปลากระตักสดราคาไม่กี่สิบบาทต่อขีด เทียบกับแซลมอนที่ราคาหลักร้อยถึงพันบาทต่อกิโล คนที่มีงบจำกัดก็ดูแลสุขภาพได้เต็มที่
  • ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า: ปลากระตักเป็นปลาไทยแท้ๆ จับได้ในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ส่งเสริมชาวประมงและเศรษฐกิจชุมชน
  • ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน: สถิติจากกรมการแพทย์ไทยพบว่าคนไทยมากกว่า 3 ล้านคนป่วยโรคกระดูกพรุน และส่วนหนึ่งเกิดจากการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ การกินปลากระตักเป็นประจำช่วยได้จริงๆ

สรุปจากพี่สยาม

ปลากระตักคือตัวอย่างที่ดีมากของอาหารที่ "ถูกมองข้ามเพราะดูธรรมดา" ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณค่าทางโภชนาการนั้นยอดเยี่ยมมาก แคลเซียมสูงกว่าแซลมอน 25 เท่า โอเมก้า-3 เทียบเท่ากันทุกกรัม ราคาถูก หาซื้อง่าย และอยู่ในครัวไทยมาช้านานแล้ว

ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกว่ามันคือ "ซูเปอร์ฟู้ด" แล้วราคาพุ่งสูงก่อนนะครับ กินได้เลยตั้งแต่วันนี้ แค่ระวังเรื่องวิธีปรุงให้ดี ไม่เผาไหม้ ไม่ปรุงเค็มเกินไป แค่นี้ก็ได้ประโยชน์เต็มๆ แล้วครับ และสำหรับครอบครัวที่มีทั้งเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ปลากระตักถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับมื้ออาหารที่ดูแลทุกคนในบ้านได้พร้อมกันเลย

ขอบคุณข้อมูล: Phu Nu Today - Suc Khoe

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook