โฟโตนิกส์คืออะไร? เทคโนโลยีแสงที่อยู่เบื้องหลังทุกครั้งที่คุณแชทกับ AI

พี่สยาม
พี่สยาม
การเงิน
ขนาดตัวอักษร
โฟโตนิกส์คืออะไร? เทคโนโลยีแสงที่อยู่เบื้องหลังทุกครั้งที่คุณแชทกับ AI

ทุกครั้งที่คุณแชทกับ AI มีอะไรเกิดขึ้นเบื้องหลัง?

ลองนึกภาพว่าตอนที่คุณพิมพ์คำถามลงไปใน ChatGPT หรือกด Play ดูซีรีส์ Netflix ข้อมูลมหาศาลที่วิ่งไปมาอยู่ตรงนั้น มันเดินทางผ่านอะไรกันแน่?

คำตอบคือ แสง — หรือพูดให้ถูกกว่านั้นคือ เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ (Photonics) ที่แปลงข้อมูลดิจิทัลทั้งหมดให้กลายเป็นสัญญาณแสง แล้วยิงมันผ่านสายใยแก้วบางเท่าเส้นผมด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที

พี่สยามอยากให้ทุกคนรู้จักเทคโนโลยีนี้ ไม่ใช่แค่เพราะมันเท่ แต่เพราะมันกำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดในไทย และมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานของพวกเราโดยตรง

โฟโตนิกส์ (Photonics) คืออะไร อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ

โฟโตนิกส์ มาจากคำว่า Photon ซึ่งหมายถึงอนุภาคของแสง เทคโนโลยีนี้คือศาสตร์ที่ใช้ แสงแทนกระแสไฟฟ้า ในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล

ถ้าเปรียบง่าย ๆ ระบบสื่อสารแบบเดิมก็เหมือนถนนสองเลนแคบ ๆ แต่โฟโตนิกส์เหมือนทางด่วน 100 เลนที่รถวิ่งได้ด้วยความเร็วแสง และใช้น้ำมันน้อยกว่าเดิมมาก

ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์หลัก 4 ประเภท ได้แก่:

  • สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) — ตัวกลางที่ส่งสัญญาณแสงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตทั่วโลก
  • ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical — เช่น เลเซอร์ ตัวรับสัญญาณแสง และอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณต่าง ๆ
  • Optical Module — ตัวแปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นแสง และแปลงแสงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เหมือนล่ามที่แปลภาษาระหว่างโลกดิจิทัลกับโลกแสง
  • Optical Transceiver — ชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงรุ่นใหม่ที่เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ภายใน AI Data Center ด้วยความเร็วสูงถึง 1.6 Terabits per second หรือพูดอีกแบบคือส่งข้อมูลได้ 1,600 Gbps ในพริบตาเดียว

ทำไมโฟโตนิกส์ถึงสำคัญขึ้นมากในยุค AI?

ยุค AI ไม่ใช่แค่เรื่องซอฟต์แวร์หรืออัลกอริทึมฉลาด ๆ แต่ AI ต้องการโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น Data Center ระบบ Cloud หรือเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง สิ่งเหล่านี้ล้วนพึ่งพาโฟโตนิกส์ทั้งสิ้น

ลองดูตัวเลขเปรียบเทียบให้ชัดขึ้น:

  • การส่งข้อมูลด้วยสายไฟฟ้าแบบดั้งเดิม มีขีดจำกัดด้านความเร็วและสูญเสียพลังงานสูง
  • สายใยแก้วนำแสงส่งข้อมูลได้เร็วกว่า หลายร้อยเท่า ใช้พลังงานน้อยกว่า และลดการสูญเสียสัญญาณได้มากกว่า
  • ระบบ 5G และ Wi-Fi 7 ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ต้องอาศัยโครงสร้างหลังบ้านที่เป็นโฟโตนิกส์

ในแง่ธุรกิจ ตลาดโฟโตนิกส์โลกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตามข้อมูลของ BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการในอุตสาหกรรมนี้ยื่นขอรับการส่งเสริมในไทยถึง 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างงานให้คนไทยมากกว่า 20,000 ตำแหน่ง

ภาพ: www.matichon.co.th

ไทยได้ประโยชน์อะไรจากการดึงดูดอุตสาหกรรมนี้?

พี่สยามอยากพูดตรง ๆ ว่า ข่าวเรื่องการลงทุนจากต่างประเทศมักฟังดูเป็นนามธรรม เหมือนตัวเลขลอย ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตเรา แต่ถ้าลองแยกแยะดูให้ดี อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์มีผลกระทบที่จับต้องได้หลายระดับ

ระดับการจ้างงาน

งาน 20,000 ตำแหน่งที่ว่านี้ ไม่ใช่แค่งานบนสายพาน แต่ครอบคลุมตั้งแต่ช่างเทคนิค วิศวกร นักวิจัย ไปจนถึงฝ่ายควบคุมคุณภาพและโลจิสติกส์ นี่คือโอกาสสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เรียนสาขาวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีโดยเฉพาะ

ระดับเศรษฐกิจ

เงินลงทุน 82,700 ล้านบาท วนอยู่ในระบบ หมายถึงเม็ดเงินที่ไหลสู่ซัพพลายเชนไทย ทั้งวัสดุ บริการ ที่ดิน โรงงาน และบริการสนับสนุนต่าง ๆ

ระดับทักษะและความรู้

เมื่อบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำมาตั้งฐานการผลิตในไทย นักศึกษาและวิศวกรไทยจะมีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีระดับแนวหน้าโดยตรง ซึ่งในระยะยาวช่วยยกระดับขีดความสามารถของกำลังแรงงานไทยโดยรวม

ถ้าคุณสนใจโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ ควรเตรียมตัวอย่างไร?

พี่สยามไม่ได้บอกให้ทุกคนเปลี่ยนสายงานใหม่เลย แต่ถ้าใครกำลังมองหาทิศทางอาชีพหรือเส้นทางการเรียน นี่คือข้อมูลที่น่าจะมีประโยชน์:

  • สายวิศวกรรม — วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม และวัสดุศาสตร์ ล้วนเป็นที่ต้องการสูงในอุตสาหกรรมนี้
  • สายวิทยาศาสตร์ — ฟิสิกส์ประยุกต์และเคมีวัสดุเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์โฟโตนิกส์
  • สายเทคนิค — ช่างเทคนิคที่มีความรู้ด้านระบบ Fiber Optic หรือการทดสอบวงจรอิเล็กทรอนิกส์มีอนาคตสดใส
  • ติดตามข้อมูลจาก BOI — เว็บไซต์ boi.go.th มีประกาศโครงการและโปรแกรมพัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

สิ่งที่พี่สยามอยากบอกคือ เทคโนโลยีแสงที่ฟังดูไกลตัวนี้ มันเชื่อมโยงกับทุกอย่างที่เราทำออนไลน์อยู่ทุกวัน และตอนนี้มันกำลังกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จริงสำหรับคนไทยแล้ว

มุมมองพี่สยาม: โอกาสดี แต่ต้องเตรียมคนให้ทัน

ตรงไปตรงมาเลยนะ พี่สยามรู้สึกดีที่เห็นตัวเลขการลงทุนขนาดนี้ เพราะมันสะท้อนว่าไทยยังมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ซัพพลายเชน และแรงงานที่น่าสนใจสำหรับอุตสาหกรรมไฮเทค

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ช่องว่างระหว่างงานที่เกิดขึ้นกับทักษะของแรงงานไทยที่มีอยู่ การผลิต Optical Transceiver ความเร็ว 1.6T หรือการควบคุมคุณภาพสายใยแก้วนำแสงระดับนาโน ต้องการคนที่มีทักษะเฉพาะทางสูง ซึ่งระบบการศึกษาไทยยังต้องพัฒนาอีกมากเพื่อให้ตามทัน

ดังนั้นถ้าคุณมีลูก หลาน หรือน้อง ๆ ที่กำลังเลือกเส้นทางการเรียน ลองชี้ให้เห็นโอกาสในสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเหล่านี้ เพราะโลกข้างหน้ายังต้องการคนที่เข้าใจเทคโนโลยีพื้นฐานอย่างโฟโตนิกส์อีกมาก ไม่ใช่แค่คนที่รู้วิธีใช้แอป

อนาคตของอินเทอร์เน็ต AI และการสื่อสารความเร็วสูง วิ่งด้วยแสง และคนไทยมีสิทธิ์เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมันขึ้นมา ไม่ใช่แค่เป็นผู้ใช้งานปลายทาง

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook