ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าเพื่อนบอกเราว่า "ฉันช่วยเธอแล้วนะ" แต่เราไม่รู้สึกว่าได้รับความช่วยเหลืออะไรเลย ความรู้สึกแบบนั้นแหละครับ ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังมีต่อรัฐบาลตอนนี้ และมันไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยผ่านได้ง่ายๆ
อรรถสิทธิ์ พานแก้ว ได้วิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจในมติชนออนไลน์ โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการสื่อสารของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่ "พูดไม่เก่ง" หรือ "ทำไม่ดี" เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ช่องว่างระหว่างสามสิ่ง คือ สิ่งที่รัฐบาลทำ สิ่งที่รัฐบาลพูด และสิ่งที่ประชาชนรับรู้และสัมผัสจริงๆ
สามสิ่งที่ควรเป็นเรื่องเดียวกัน แต่กลับไม่ใช่
ฟังดูเหมือนจะตรงไปตรงมาใช่ไหมครับ ทำแล้วก็พูด พูดแล้วประชาชนก็รู้ แต่ในทางการเมืองจริงๆ ทั้งสามสิ่งนี้ไม่ได้เดินพร้อมกันเสมอไป
ตามบทวิเคราะห์ของอรรถสิทธิ์ มีอย่างน้อยสามกรณีที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ
- ทำแล้ว แต่เล่าไม่ได้ว่ากำลังพาประเทศไปทางไหน รัฐบาลอาจมีผลงานหลายอย่าง แต่ถ้าไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งเหล่านั้นเชื่อมกันอย่างไร ประชาชนก็มองไม่เห็นภาพรวม
- พูดก่อนทำ มีข่าวออกมาทุกวัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงยังไม่ตามทัน ทำให้คำพูดลอยอยู่กลางอากาศ
- ทำแล้ว พูดแล้ว แต่ผลยังไม่ถึงมือประชาชน นโยบายอาจเดินหน้าอยู่ แต่คนที่ควรได้รับประโยชน์ยังไม่รู้สึกว่าปัญหาของตัวเองได้รับการแก้ไข
พี่สยามอ่านแล้วนึกถึงหลายเรื่องเลยครับ อย่างที่เราเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า "เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว" แต่ใครก็ตามที่ไปจ่ายตลาดหรือเติมน้ำมันรถจะรู้ทันทีว่ากระเป๋าตัวเองบอกอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ว่ารัฐบาลโกหก แต่มันคือช่องว่างที่เกิดขึ้นจริงระหว่างตัวเลขกับชีวิตประจำวัน
เมื่อคำพูดไม่ตรงกับที่สัมผัส ปัญหาใหญ่กว่าที่คิด
บทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อช่องว่างนี้เกิดขึ้น ปัญหาจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ "สื่อสารไม่ดี" เท่านั้น แต่จะขยายกลายเป็น ปัญหาความน่าเชื่อถือ ซึ่งหนักกว่ามาก
"ยิ่งรัฐบาลพูดซ้ำมากเท่าใด ช่องว่างระหว่างคำพูดกับประสบการณ์จริงก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดขึ้นเท่านั้น"
ฟังดูเจ็บปวดใช่ไหมครับ แต่นี่คือความเป็นจริงทางการเมืองที่รัฐบาลทุกยุคต้องเผชิญ ยิ่งประกาศมาก ยิ่งต้องทำให้ได้ตามที่บอก ไม่งั้นคนจะยิ่งไม่เชื่อ
Performance Legitimacy คืออะไร และทำไมถึงสำคัญมาก
บทความยังพูดถึงแนวคิดที่เรียกว่า Performance Legitimacy หรือ "ความชอบธรรมเชิงผลงาน" ฟังดูเป็นศัพท์วิชาการ แต่จริงๆ แล้วเข้าใจง่ายมากครับ
มันหมายความว่า ประชาชนจะให้ความเชื่อมั่นแก่รัฐบาลก็ต่อเมื่อ รู้สึก ว่ารัฐบาลแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขหรืออ่านรายงานที่รัฐบาลจัดทำเอง แต่คือการประเมินจากประสบการณ์จริงของตัวเองในชีวิตประจำวัน
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าประชาชนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้น รัฐบาลได้คะแนน ถ้าไม่รู้สึก ก็ไม่ได้ ไม่ว่าจะมีสถิติมาแสดงมากแค่ไหนก็ตาม
และนี่คือสิ่งที่น่าคิดมากครับ เพราะงานศึกษาด้านความชอบธรรมทางการเมืองพบว่า การประเมินผลลัพธ์ของการปกครองมีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนคติของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล มากกว่าที่เราคิด
แล้วกระทบคนไทยยังไง?
ถ้ามองในเชิงปฏิบัติ ช่องว่างนี้กระทบคนไทยอย่างน้อยสองด้านครับ
ด้านแรกคือ ความรู้สึกที่หมดแรงลงทุกวัน เมื่อเราได้ยินรัฐบาลพูดว่าดีขึ้นแล้ว แต่ชีวิตจริงยังเหนื่อย ความรู้สึกแย่จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เพราะนอกจากจะเหนื่อยกับปัญหาแล้ว ยังรู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้ามอีกด้วย
ด้านที่สองคือ ความเชื่อมั่นในระบบที่ค่อยๆ สึกกร่อน เมื่อคนไทยไม่เชื่อคำพูดของรัฐบาล นโยบายดีๆ ที่ออกมาก็จะถูกตั้งคำถามโดยอัตโนมัติ กลายเป็นวงจรที่หยุดยากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วทางออกคืออะไร?
บทวิเคราะห์ของอรรถสิทธิ์ ไม่ได้ชี้ว่ารัฐบาลต้องทำตัว "ดูดี" มากขึ้น แต่บอกชัดๆ ว่า กลยุทธ์การสื่อสารที่ดีต้องทำให้ทั้งสามสิ่งเชื่อมโยงและสนับสนุนกัน นั่นคือ
- ทำจริง ไม่ใช่แค่ประกาศ
- พูดให้ตรงกับสิ่งที่ทำ ไม่เกิน ไม่น้อย
- ทำให้ประชาชนมองเห็นได้ว่า สิ่งที่ทำนั้นส่งผลต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไรจริงๆ
ฟังดูง่ายใช่ไหมครับ แต่ในทางปฏิบัติมันยากมาก เพราะต้องการทั้งเจตนาที่ดี ระบบราชการที่ขับเคลื่อนได้จริง และการสื่อสารที่ไม่ใช่แค่ PR แต่เป็นการอธิบายด้วยความซื่อสัตย์
สำหรับประชาชนอย่างเราๆ บทวิเคราะห์นี้เตือนให้เราแยกแยะระหว่าง "คำประกาศ" กับ "ผลที่จับต้องได้" ให้เป็นนิสัยครับ อย่าเพิ่งด่วนเชื่อหรือด่วนปฏิเสธ แต่ตั้งคำถามง่ายๆ ว่า "แล้วฉันรู้สึกได้จริงไหม?" ถ้ายัง ก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามต่อไปได้เสมอ
พี่สยามคิดว่านี่คือสิ่งที่สังคมประชาธิปไตยต้องการมากที่สุดครับ ไม่ใช่ประชาชนที่ปรบมือทุกอย่าง และไม่ใช่ประชาชนที่โกรธอยู่ตลอดเวลา แต่คือประชาชนที่รู้จักสังเกต ตั้งคำถาม และเรียกร้องให้สิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำมันตรงกันจริงๆ
เพราะในท้ายที่สุด รัฐบาลทำงานให้เราครับ ไม่ใช่เราทำงานให้รัฐบาล





