Sky Castle ปรากฏการณ์ที่ทำให้โลกตั้งคำถาม: เราส่งลูกเรียนเพื่ออะไรกันแน่?

พี่สยาม
พี่สยาม
บันเทิง
ขนาดตัวอักษร
Sky Castle ปรากฏการณ์ที่ทำให้โลกตั้งคำถาม: เราส่งลูกเรียนเพื่ออะไรกันแน่?

เมื่อซีรีส์กลายเป็นกระจกสะท้อนสังคม

พูดถึง Sky Castle หลายคนอาจนึกถึงซีรีส์เกาหลีต้นฉบับที่ฮิตจนเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติในปี 2018-2019 มีคนดูทะลุ 23% ในเกาหลีใต้ ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับช่องเคเบิล แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขเรตติ้งคือ ทำไมเรื่องราวของกลุ่มผู้ปกครองชนชั้นสูงที่แข่งขันกันส่งลูกเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ ถึงโดนใจคนดูทั่วโลกได้ขนาดนี้?

คำตอบง่ายมากครับ เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องของเกาหลีเท่านั้น มันเป็นเรื่องของทุกสังคมที่ให้ค่า "ใบปริญญา" เท่ากับ "ความสำเร็จในชีวิต" รวมถึงสังคมไทยของเราด้วย

Sky Castle คืออะไร และทำไมถึงโดนใจคนทั่วโลก

แก่นเรื่องของ Sky Castle พูดถึงกลุ่มครอบครัวชนชั้นสูงในหมู่บ้านปิดที่ต่างแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อส่งลูกเข้ามหาวิทยาลัยดัง มีการจ้าง "โค้ชพิเศษ" ที่รับประกันผล 100% แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นซ่อนการโกหก การทุจริต และบาดแผลทางจิตใจที่ลูก ๆ ต้องแบกรับ

ภาพ: www.thairath.co.th

ฟังดูเหมือนเรื่องแต่งที่เกินจริงไหมครับ? แต่ถ้าลองมองรอบ ๆ ตัวในสังคมไทย เราก็จะเห็นเค้าโครงเดิมอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการแย่งกันเข้าโรงเรียนดัง ค่าติวที่แพงลิบลิ่ว หรือแรงกดดันที่พ่อแม่ส่งต่อให้ลูกโดยไม่รู้ตัว

วัฒนธรรมการศึกษาแบบ "ต้องเป็นที่หนึ่ง" มีรากมาจากไหน?

ในหลายประเทศเอเชีย รวมถึงไทย การศึกษาถูกมองว่าเป็น "บันไดเลื่อนทางสังคม" ที่ทรงพลังที่สุด แนวคิดนี้มีรากมาจากปรัชญาขงจื๊อที่เน้นการเรียนและการสอบเป็นเครื่องมือวัดคุณค่าของคน ส่งต่อมาหลายร้อยปีจนซึมเข้าสู่วัฒนธรรมการเลี้ยงดูของหลายชาติในเอเชีย

  • เกาหลีใต้ มีระบบสอบ CSAT หรือที่เรียกว่า "ซูนึง" ที่กำหนดชะตาชีวิตของเด็กคนหนึ่งในวันเดียว บางครอบครัวลงทุนหลักแสนบาทต่อปีเพื่อเรียนพิเศษในสถาบันที่เรียกว่า "ฮักวอน"
  • จีน มีการสอบ "เกาเข่า" ที่เด็กนักเรียนต้องเตรียมตัวแทบทั้งชีวิตวัยเรียน
  • ไทย ก็ไม่ต่างกันมาก ตลาดติวเตอร์และโรงเรียนกวดวิชาในไทยมีมูลค่าสูงหลายพันล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าความกดดันเรื่องการเรียนอยู่ในชีวิตจริงของเราแค่ไหน

เส้นบางๆ ระหว่าง "อยากให้ลูกดี" กับ "ทำให้ลูกเครียด"

ความรู้สึกส่วนตัวของพี่สยามตรงนี้นะครับ ถ้าเป็นเราเจอแบบนี้ในชีวิตจริง คือมีลูกแล้วเพื่อนบ้านรอบ ๆ ส่งลูกติวทุกวิชา เข้าค่ายทุกเสาร์-อาทิตย์ โกยทุก achievement เพื่อใส่ Portfolio... พี่ก็คงรู้สึกกดดันไม่น้อยเลยครับ แรงกดดันทางสังคมแบบนี้มันแยบยลมากตรงที่ไม่มีใครบอกตรง ๆ ว่า "แกต้องทำ" แต่บรรยากาศรอบข้างมันบีบให้รู้สึกว่า "ถ้าไม่ทำ ลูกจะเสียเปรียบ"

ภาพ: www.thairath.co.th

นักจิตวิทยาเด็กหลายท่านเตือนว่า การที่พ่อแม่ฝากความฝันและความคาดหวังไว้กับตัวลูกมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นภาวะวิตกกังวล โรคซึมเศร้า หรือความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าก็ต่อเมื่อประสบความสำเร็จเท่านั้น

"ลูกที่เติบโตมาในบ้านที่รักตามเงื่อนไข มักโตขึ้นมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองอยากได้อะไรจริงๆ" — แนวคิดจากจิตวิทยาการพัฒนาเด็ก

ซีรีส์แนวนี้มีประโยชน์อย่างไร นอกจากดูเพลิน?

พี่สยามมองว่าซีรีส์อย่าง Sky Castle มีคุณค่ามากกว่าแค่ความบันเทิงครับ มันทำหน้าที่เป็น "กระจกสังคม" ที่บังคับให้เราหยุดคิดในสิ่งที่ปกติเราไม่ยอมนั่งคิด เช่น

  • เราให้คุณค่ากับ "ผลลัพธ์" ของลูกมากกว่า "กระบวนการเติบโต" ของเขาหรือเปล่า?
  • ความสำเร็จที่เราอยากให้ลูกได้ คือความฝันของลูกหรือความฝันของเรา?
  • เราสร้างบ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกล้มเหลวได้ไหม หรือบ้านเป็นที่ที่ต้องสอบผ่านตลอด?

คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบที่ถูกผิดตายตัว แต่การได้นั่งถามตัวเองมันมีความหมายมากกว่าการดูซีรีส์แค่เพื่อความสนุกอย่างแน่นอน

ภาพ: www.thairath.co.th

ถ้าอยากดูซีรีส์แบบนี้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ทำยังไง?

พี่สยามมีเคล็ดลับเล็กน้อยสำหรับคนที่อยากดูซีรีส์แนวนี้แล้วเอากลับมาใช้ในชีวิตจริงครับ

  • ดูแบบ "critical watching" คือไม่ได้ดูแค่ว่าตัวละครทำอะไร แต่ถามตัวเองว่า "ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกทำแบบนั้นไหม?"
  • คุยกับคนในบ้านหลังดู โดยเฉพาะถ้ามีลูกวัยเรียนอยู่ด้วย ซีรีส์แบบนี้อาจเป็นตัวกลางที่ดีในการเปิดบทสนทนาเรื่องที่รู้สึกพูดยาก
  • สังเกตตัวเอง ว่าฉากไหนที่ทำให้รู้สึก "ชอบ" หรือ "เข้าใจ" ตัวละครที่ทำพฤติกรรมไม่ดี นั่นอาจบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเราเอง
  • ไม่ต้องรีบตัดสิน ตัวละครในซีรีส์แนวนี้มักไม่มีใครดีหรือเลวสมบูรณ์แบบ เหมือนคนจริง ๆ ที่ทำสิ่งที่ผิดพลาดเพราะความกลัวหรือความรัก

มุมมองของพี่สยาม

พี่ว่าการที่สังคมไทยสนใจซีรีส์แนว Sky Castle นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ มันบอกว่าลึก ๆ แล้วเราตระหนักรู้ว่าระบบที่เราอยู่มันมีปัญหาอะไรบางอย่าง เราแค่ยังหาคำพูดที่ถูกต้องในการพูดถึงมันไม่ได้ บางทีการดูซีรีส์ที่ดีสักเรื่องอาจช่วยให้เราหาคำนั้นเจอ

และถ้าวันไหนดูแล้วรู้สึกว่ามันหนักเกินไป ก็พักได้นะครับ ไม่ต้องกดดันตัวเองให้ "ได้บทเรียน" จากทุกอย่าง บางทีการดูแค่เพลิน ๆ ก็โอเคแล้ว ตราบใดที่เราไม่ลืมว่า ชีวิตจริงของเราและลูกของเรา มีค่ามากกว่าตัวเลขในรายงานผลการเรียนเสมอครับ

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook