เส้นเลือดในสมองตีบ: โรคร้ายที่ไม่เลือกอายุ และทำไมการรักษาต่อเนื่องถึงสำคัญมาก

พี่สยาม
พี่สยาม
บันเทิง
ขนาดตัวอักษร
เส้นเลือดในสมองตีบ: โรคร้ายที่ไม่เลือกอายุ และทำไมการรักษาต่อเนื่องถึงสำคัญมาก

มีข่าวหนึ่งที่พี่สยามอ่านแล้วนั่งนิ่งไปพักใหญ่ เป็นเรื่องของอดีตนักร้องชื่อดังที่ป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ จนร่างกายซีกซ้ายขยับไม่ได้ กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง และที่หนักใจยิ่งกว่าคือการรักษาไม่ต่อเนื่องเพราะขาดรายได้ จนอาการแย่ลงและเกิดเส้นเลือดแตกซ้ำในที่สุด

เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนดังคนเดียว มันเกิดขึ้นกับคนไทยธรรมดาหลายหมื่นคนทุกปี และหลายครั้งที่เราไม่รู้ว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดกำลังเสี่ยงอยู่ วันนี้พี่สยามเลยอยากเล่าให้ฟังว่า โรคนี้คืออะไร สัญญาณเตือนมีอะไรบ้าง และทำไมการดูแลหลังป่วยถึงสำคัญไม่แพ้การรักษาตอนเฉียบพลัน

เส้นเลือดในสมองตีบคืออะไร ต่างจากเส้นเลือดแตกยังไง

หลายคนได้ยินคำว่า "เส้นเลือดในสมองตีบ" และ "เส้นเลือดในสมองแตก" แล้วคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน จริง ๆ แล้วมันต่างกันครับ

ภาพ: www.thairath.co.th
  • เส้นเลือดในสมองตีบ (Ischemic Stroke) คือเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่ได้เพราะหลอดเลือดอุดตัน เซลล์สมองบริเวณนั้นก็ค่อย ๆ ตายลงจากการขาดออกซิเจน
  • เส้นเลือดในสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) คือหลอดเลือดในสมองแตกออก เลือดไหลเข้าไปในเนื้อสมองโดยตรง อันตรายและเสียชีวิตเร็วกว่า

ตามข้อมูลจากสมาคมโรคหลอดเลือดสมองไทย ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองรายใหม่ประมาณ 250,000 คนต่อปี และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย ที่น่าเป็นห่วงคือโรคนี้ไม่ได้เลือกแค่ผู้สูงอายุอีกต่อไปแล้ว คนอายุ 30-40 ปีก็พบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

สัญญาณเตือนที่ต้องรู้จักจำให้ขึ้นใจ

องค์การอนามัยโลก (WHO) และแพทย์ทั่วโลกแนะนำให้จำสัญญาณเตือนด้วยคำย่อว่า "FAST" ครับ

  • F — Face (ใบหน้า): ปากเบี้ยวข้างใดข้างหนึ่ง ยิ้มแล้วหน้าไม่สมมาตร
  • A — Arms (แขน): ยกแขนสองข้างแล้วข้างหนึ่งตก ควบคุมไม่ได้
  • S — Speech (การพูด): พูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือพูดแล้วคนอื่นฟังไม่เข้าใจ
  • T — Time (เวลา): ถ้าเจอสัญญาณข้างต้น โทร 1669 ทันที อย่ารอ

นอกจาก FAST ยังมีสัญญาณอื่นที่น่าสังเกต เช่น ปวดหัวรุนแรงทันทีโดยไม่มีสาเหตุ ตามองเห็นพร่าหรือมืดครึ่งซีก หน้ามืดวิงเวียน หรืออ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกายอย่างฉับพลัน

ภาพ: www.thairath.co.th

ทำไมการรักษาที่ขาดตอนถึงอันตรายมาก

นี่คือจุดที่พี่สยามอยากเน้นมากที่สุดครับ เพราะหลายคนคิดว่าพ้นวิกฤตแล้วก็โอเค แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่รักษาแล้วหยุดยากลางคัน ไม่ทำกายภาพบำบัดต่อเนื่อง หรือไม่ดูแลปัจจัยเสี่ยงอย่างความดันโลหิตสูงและเบาหวาน มีความเสี่ยงที่จะเกิด Stroke ซ้ำ (Recurrent Stroke) สูงมาก โดยข้อมูลจาก American Stroke Association ระบุว่าผู้ที่เคยเป็น Stroke แล้วมีโอกาสเป็นซ้ำภายใน 5 ปีถึง 25-30% และการเกิดซ้ำแต่ละครั้งมักรุนแรงกว่าเดิม

ปัญหาใหญ่ในไทยคือค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมองนั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นค่ายา ค่ากายภาพบำบัด หรือค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง สำหรับคนที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพที่ดีพอ นี่คือภาระที่หนักมากครับ

ภาพ: www.thairath.co.th

ระบบสวัสดิการที่คนไทยควรรู้

ถ้าคุณหรือคนในครอบครัวเป็นผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง มีสิทธิ์ที่ควรรู้ดังนี้ครับ

  • บัตรทอง (30 บาท): ครอบคลุมการรักษาโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลรัฐ รวมถึงยาละลายลิ่มเลือด tPA ในบางกรณี
  • กายภาพบำบัดในโรงพยาบาลรัฐ: ผู้มีบัตรทองสามารถรับบริการกายภาพบำบัดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ: สำหรับผู้ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ มีสิทธิ์ขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายบางส่วน
  • มูลนิธิและองค์กรภาคประชาสังคม: มีหลายองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ลองติดต่อนักสังคมสงเคราะห์ประจำโรงพยาบาลได้เลย

การดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน สิ่งที่ผู้ดูแลต้องรู้

ถ้าคุณกำลังดูแลผู้ป่วยติดเตียงอยู่ที่บ้าน สิ่งเหล่านี้สำคัญมากครับ

  • พลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันแผลกดทับ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและรักษายาก
  • กายภาพบำบัดที่บ้าน แม้ไม่ได้ไปโรงพยาบาล ก็ยังทำการขยับแขนขาเบา ๆ ได้ตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด
  • ดูแลอาหาร ลดเค็ม ลดหวาน ลดไขมัน เพื่อควบคุมความดันและน้ำตาลในเลือด
  • ดูแลจิตใจผู้ป่วยด้วย ภาวะซึมเศร้าหลังป่วยเป็นเรื่องปกติมาก การพูดคุย ให้กำลังใจ ไม่ทิ้งให้อยู่คนเดียวนาน ๆ มีผลต่อการฟื้นตัวมากกว่าที่คิด
  • ผู้ดูแลต้องดูแลตัวเองด้วย Caregiver Burnout หรือภาวะหมดแรงของผู้ดูแลเป็นปัญหาจริง อย่าลืมพักบ้าง และขอความช่วยเหลือจากคนอื่นในครอบครัวเมื่อจำเป็น

มุมมองพี่สยาม: ความเจ็บป่วยคือเรื่องของทุกคน ไม่ใช่แค่คนป่วย

ถ้าพี่สยามเจอสถานการณ์แบบนี้กับคนใกล้ชิด พี่คงรู้สึกหนักใจมากนะครับ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และเรื่องจิตใจที่ต้องแข็งแกร่งในขณะที่ใจจริงก็ห่อเหี่ยวอยู่เหมือนกัน

สิ่งที่น่าอบอุ่นในเรื่องนี้คือการที่คนในวงการเดียวกันยังนึกถึงกัน ยังเดินทางไปเยี่ยม ยังระดมทุนช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล มันเตือนให้พี่นึกได้ว่า ในสังคมไทยเราก็ยังมีน้ำใจแบบนี้อยู่

แต่ในฐานะคนที่ห่วงสุขภาพของทุกคน พี่อยากฝากไว้ว่า โรคหลอดเลือดสมองป้องกันได้ครับ แค่ดูแลความดันโลหิต ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็ลดความเสี่ยงได้มากแล้ว

อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยดูแลตัวเอง เพราะบางครั้งโอกาสที่สองอาจไม่มาในรูปแบบเดิม

ถ้าคุณสังเกตเห็นสัญญาณ FAST ในตัวเองหรือคนใกล้ชิด โทร 1669 ทันทีได้เลยครับ อย่ารีรอ เวลาทุกนาทีในโรคนี้มีค่ามากจริง ๆ

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook