ขายของออนไลน์ กำไรหายไปไหน? คำตอบอยู่ที่ตัวเลขชื่อ "GP"
ถ้าคุณเคยขายของบน Shopee หรือ Lazada แล้วรู้สึกว่า "ขายได้เยอะ แต่เงินในมือไม่ค่อยเหลือ" — พี่สยามบอกได้เลยว่าคุณไม่ได้คิดผิด และคนที่ขายของออนไลน์เป็นอาชีพหลายคนก็เจอปัญหานี้เหมือนกัน
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ ค่าธรรมเนียม GP หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า Gross Profit Fee นั่นเอง ยิ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง Shopee มีการปรับอัตราค่าธรรมเนียมขึ้นหลายรอบ และมีบางหมวดสินค้าที่ต้องจ่าย GP สูงถึง 19.26% (รวม VAT) ต่อยอดขาย ถ้าไม่เข้าใจตัวเลขนี้ดีพอ โอกาสขาดทุนโดยไม่รู้ตัวมีสูงมาก
GP คืออะไร แล้วต่างจากค่าธรรมเนียมอื่นยังไง?
GP ย่อมาจาก Gross Profit Fee หรือบางแพลตฟอร์มเรียกว่า Sale Transaction Fee หรือ Marketplace Service Fee — ชื่อต่างกันแต่หมายความเดียวกัน คือ ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มหักจากยอดขายของเราทุกครั้งที่มีคำสั่งซื้อเกิดขึ้น
เปรียบง่ายๆ ว่า ถ้าขายสินค้า 1,000 บาท และ GP อยู่ที่ 10% แพลตฟอร์มก็จะหักไป 100 บาทก่อนโอนเงินให้เรา เหลือแค่ 900 บาท — และนั่นยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกนะ
โครงสร้างค่าธรรมเนียมบนแพลตฟอร์มออนไลน์มีอะไรบ้าง?
- GP / Sale Transaction Fee — หักตามเปอร์เซ็นต์จากยอดขาย ถือเป็นก้อนหลักที่ใหญ่ที่สุด
- ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน (Payment Fee) — ค่าผ่านระบบจ่ายเงิน เช่น บัตรเครดิต QR Code
- ค่าโฆษณาภายในแพลตฟอร์ม (Ads Fee) — ถ้าซื้อโฆษณาเพื่อให้สินค้าขึ้นอันดับต้น
- ค่าบริการพรีเมียมแพ็กเกจ (Premium Package) — สำหรับร้านที่ต้องการสิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น กรณีของ Lazada ที่ปรับขึ้นเป็น 8%
- ค่าจัดส่ง (Shipping Fee) — บางส่วนร้านค้าแบกรับเอง บางส่วนแพลตฟอร์มอุดหนุน
รวมกันแล้ว ต้นทุนที่แท้จริงต่อยอดขาย 1 ออเดอร์อาจสูงกว่าที่คิด โดยเฉพาะสำหรับสินค้าราคาถูกหรือสินค้าที่มี margin ต่ำอยู่แล้ว
GP แต่ละแพลตฟอร์มต่างกันยังไง?
ตามข้อมูลจาก Shopee Help Center และ Lazada Seller Center อัตราค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันตาม ประเภทร้านค้า และ หมวดหมู่สินค้า เป็นหลัก
Shopee
แบ่งเป็นร้านค้าทั่วไป (Non-Mall) และร้านค้าทางการ (Mall) โดยอัตรา GP จะแตกต่างกันตามหมวดสินค้า บางหมวดอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่บางหมวดปรับขึ้น 1-2% (ไม่รวม VAT) เมื่อรวม VAT 7% แล้ว อัตราสูงสุดอาจแตะ 19.26% ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยสำหรับต้นทุนต่อออเดอร์
Lazada
มีโครงสร้างคล้ายกัน แบ่งเป็นร้านทั่วไปและ LazMall อัตราสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 17.5% (ไม่รวม VAT) ซึ่งถ้ารวม VAT แล้วก็ใกล้เคียงกับ Shopee ในหลายหมวดสินค้า
"ตัวเลขพวกนี้ดูเล็กน้อย แต่ถ้าคิดต่อยอดขายวันละหลายพันหลายหมื่นบาท เม็ดเงินที่หายไปมันไม่เล็กเลย" — พี่สยาม
ภาพ: www.prachachat.net
วิธีคำนวณต้นทุนจริงก่อนตั้งราคาขาย
พี่สยามขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ สมมติขายสินค้าราคา 500 บาท ในหมวดที่ GP อยู่ที่ 15% (รวม VAT) และมีค่าโฆษณาเพิ่มอีกสัก 3%:
- ยอดขาย: 500 บาท
- GP 15%: หัก 75 บาท
- ค่าโฆษณา 3%: หัก 15 บาท
- เงินที่รับจริง: 410 บาท
- หักต้นทุนสินค้าสมมติ 300 บาท และค่าแพ็กของ 20 บาท
- กำไรสุทธิที่เหลือจริง: 90 บาท หรือแค่ 18% ของราคาขาย
เห็นไหมว่า ถ้าไม่คำนวณให้ดี สินค้าบางตัวที่คิดว่า "กำไรดี" อาจเหลือแค่กำไรบางๆ หรือขาดทุนเลยด้วยซ้ำ
สูตรง่ายๆ สำหรับตั้งราคาขายให้ได้กำไรจริง
ราคาขายขั้นต่ำ = (ต้นทุนสินค้า + ค่าแพ็กของ + ค่าจัดส่งที่แบกรับ) ÷ (1 - อัตรา GP รวม - อัตราค่าอื่นๆ - กำไรที่ต้องการ)
ฟังดูซับซ้อน แต่ถ้าทำสเปรดชีตไว้ก่อน คำนวณครั้งเดียวใช้ได้นาน และช่วยป้องกันการตั้งราคาพลาดได้มาก
พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ควรรับมืออย่างไร?
พี่สยามเข้าใจดีว่าการที่แพลตฟอร์มปรับค่าธรรมเนียมขึ้น มันไม่ใช่เรื่องที่ผู้ขายจะห้ามได้ สิ่งที่ทำได้คือการปรับตัวให้ทัน
- ตรวจสอบอัตรา GP ของหมวดสินค้าตัวเองเป็นประจำ — อย่ารอให้กำไรหายแล้วค่อยมาคำนวณ เข้าไปดูใน Seller Center หรือ Help Center ของแพลตฟอร์มได้เลย
- คำนวณต้นทุนทุกครั้งก่อนตั้งราคาใหม่ — โดยเฉพาะถ้ามีการปรับอัตราค่าธรรมเนียม ราคาเก่าอาจไม่ครอบคลุมต้นทุนแล้ว
- ใช้สิทธิลดหย่อนให้เต็มที่ — แพลตฟอร์มอย่าง Shopee มีนโยบายลดหย่อน GP สำหรับผู้ขายรายเล็ก หรือโปรแกรมสำหรับร้านที่ใช้ Shopee Ads ซึ่งถ้าใช้ถูกทาง ต้นทุนจริงอาจน้อยกว่าที่คิด
- กระจายช่องทางขาย — อย่าพึ่งแพลตฟอร์มเดียว การมีช่องทางอื่นอย่าง Facebook, TikTok Shop หรือ LINE Official Account ช่วยลดการพึ่งพาและกระจายความเสี่ยงได้
- สร้างฐานลูกค้าประจำ — ลูกค้าที่ซื้อซ้ำผ่านช่องทางตรงของเรา ไม่ต้องเสีย GP เลย นี่คือสินทรัพย์ที่คุ้มค่าที่สุด
มุมมองของพี่สยาม
พูดตรงๆ นะ พี่สยามเข้าใจว่าแพลตฟอร์มมีต้นทุนในการดูแลระบบ พัฒนาฟีเจอร์ และหาลูกค้าให้ผู้ขาย นั่นคือเหตุผลที่เขาคิด GP — มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ที่เริ่มขายออนไลน์โดยไม่รู้เรื่องค่าธรรมเนียมพวกนี้ดีพอ ลงทุนซื้อสินค้ามา ตั้งราคาแบบคาดเดา แล้วพอถึงเวลารับเงินจริงก็ตกใจว่าทำไมได้น้อยกว่าที่คิด บางคนขายมาหลายเดือนกว่าจะรู้ว่าขาดทุนมาตลอด
ถ้าพี่สยามเป็นคนที่กำลังคิดจะขายของออนไลน์ สิ่งแรกที่จะทำคือนั่งอ่านหน้า Seller Center ของแพลตฟอร์มให้จบก่อน แล้วค่อยคำนวณว่าสินค้าที่จะขายมี margin พอจะรอดไหม ความรู้ตรงนี้สำคัญกว่าการรีบเปิดร้านมาก
ตลาดออนไลน์ยังโตได้อีกไกล โอกาสมีอยู่เสมอ แต่ขอให้เข้าใจ "กฎของเกม" ก่อนนะครับ แล้วโอกาสนั้นจะเป็นของเรา ไม่ใช่ของแพลตฟอร์มคนเดียว






