ถ้าพี่สยามได้ยินข่าวนี้แล้วรู้สึกอะไรบางอย่าง นั่นคือความรู้สึกว่า "ในที่สุดค่ายญี่ปุ่นก็เริ่มเคลื่อนไหวจริงจังแล้ว" เพราะที่ผ่านมาหลายคนมองว่าค่ายญี่ปุ่นค่อนข้างเงียบท่ามกลางกระแสรถจีนที่บุกตลาดไทยอย่างหนัก แต่ตอนนี้ฮอนด้าเริ่มส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างชัดเจนแล้ว
ฮอนด้าทุ่ม 1.2 หมื่นล้าน พร้อมส่งรถไฮบริดเจนใหม่อีก 2 รุ่น
ตามรายงานของประชาชาติธุรกิจ นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ฮอนด้าเตรียมขยายการลงทุนเพิ่มอีก 1.2 หมื่นล้านบาท พร้อมเตรียมนำเครื่องยนต์ไฮบริดเจเนอเรชั่นใหม่เข้ามาทำตลาด รวมถึงแผนเปิดตัวรถยนต์โมเดลใหม่อีก 2 รุ่น ภายในปี 2029 ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าฮอนด้ายังมุ่งมั่นกับตลาดไทยในระยะยาวอย่างชัดเจน
แต่ก่อนจะไปถึงอนาคต มีเรื่องเร่งด่วนที่ฮอนด้ากำลังผลักดันอยู่ขณะนี้ นั่นคือการขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาปรับเรื่องภาษี 2 ด้านด้วยกัน

ปัญหาภาษีนำเข้า 80% กำแพงที่ขวางรถดีๆ จากญี่ปุ่น
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ฮอนด้าพูดถึงคือเรื่องภาษีนำเข้ารถยนต์แบบ CBU (Complete Built-Up) หรือรถที่ผลิตสำเร็จรูปจากโรงงานญี่ปุ่นแล้วนำเข้ามาขายทั้งคัน ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีอยู่ที่ประมาณ 80% ทำให้ราคาปลายทางในไทยสูงมาก
นายอิวานามิยกตัวอย่างรถยนต์หลายรุ่นที่คนไทยสนใจอย่าง Jazz, Fit และ Stepwagon ว่าถ้าต้องนำเข้าในสภาวะภาษีแบบนี้ ราคาจะสูงจนผู้บริโภคทั่วไปเข้าไม่ถึง ซึ่งกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้ฮอนด้าไม่สามารถนำรุ่นยอดนิยมจากญี่ปุ่นมาวางจำหน่ายได้อย่างเต็มที่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ฮอนด้าเพิ่งนำรถยนต์ไฟฟ้า Honda e:N1 (Super-ONE) เข้ามาทดลองตลาดเพียง 30 คัน เพื่อชิมลางเสียงตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทย โดยนายอิวานามิระบุว่า ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีการนำเข้ารอบต่อไปหรือไม่ เพราะต้องรอประเมินผลตอบรับก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาษีนำเข้าสูงทำให้การตัดสินใจแต่ละครั้งต้องระมัดระวังมาก

ภาษีสรรพสามิตไฮบริด อีกหนึ่งด่านที่ขอให้ยืดเวลา
นอกจากภาษีนำเข้าแล้ว ยังมีอีกประเด็นที่ฮอนด้ากำลังหารือกับภาครัฐอยู่ นั่นคือเรื่องภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฮบริด ซึ่งรัฐบาลไทยได้กำหนดเกณฑ์ใหม่เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตรถยนต์ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยมากขึ้น
ปัญหาคือรถยนต์ไฮบริดในโมเดลที่วางขายอยู่ปัจจุบันของฮอนด้าถึง 4 รุ่น ยังไม่สามารถปรับตัวให้ได้ตามเกณฑ์ใหม่นี้ทันเวลา เพราะการเปลี่ยนชิ้นส่วนหรือปรับสายการผลิตต้องใช้เวลา ฮอนด้าจึงขอให้รัฐขยายกรอบเวลาออกไปอีก เพื่อให้รถทั้ง 4 รุ่นนี้ยังสามารถแข่งขันด้านราคาในตลาดได้
ส่วนรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชั่นใหม่นั้น ฮอนด้าระบุว่าตั้งใจจะปรับใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้ได้ตามข้อกำหนดของรัฐบาล แต่ต้องการเวลาในการเตรียมความพร้อมอีกสักระยะ

ค่ายญี่ปุ่น 6 ราย จับมือกันล็อบบี้ผ่านหอการค้าญี่ปุ่น
สิ่งที่น่าสนใจคือฮอนด้าไม่ได้เดินหน้าคนเดียว แต่ได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการค่ายรถญี่ปุ่นอีก 5 รายรวมเป็น 6 ค่าย เพื่อหารือเรื่องนี้ร่วมกันผ่านหอการค้าญี่ปุ่น และนำข้อเสนอไปหารือกับภาครัฐไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของฮอนด้าเจ้าเดียว แต่เป็นเรื่องที่ค่ายญี่ปุ่นในไทยทั้งหมดกำลังเผชิญอยู่ร่วมกัน
ผลกระทบต่อคนไทย ได้อะไร เสียอะไร
ในฐานะคนที่ติดตามตลาดรถยนต์มาสักพัก พี่สยามมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของฮอนด้ามีนัยสำคัญที่ส่งผลต่อคนไทยหลายมุม
- ถ้ารัฐตอบรับ — ผู้บริโภคไทยจะได้เห็นรถยนต์ตัวเลือกที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะรุ่นที่นิยมในญี่ปุ่น รวมถึงรถไฮบริดปัจจุบันอาจยังทำราคาที่เข้าถึงได้ต่อไป
- ถ้ารัฐไม่ขยับ — ค่ายญี่ปุ่นอาจต้องพยายามทำตลาดในสภาวะที่ยากขึ้น และผู้บริโภคอาจมีตัวเลือกน้อยลงในเซกเมนต์ราคากลาง
- ด้านอุตสาหกรรม — การที่ฮอนด้าลงทุนเพิ่ม 1.2 หมื่นล้านบาท หมายความว่ายังมีการจ้างงานและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในไทยต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
- ด้านการแข่งขัน — ถ้าค่ายญี่ปุ่นสามารถลดราคาได้ใกล้เคียงกับค่ายจีน ตลาดรถยนต์ไทยจะมีการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจดีกับผู้บริโภคที่ได้รับทั้งราคาที่ดีและทางเลือกมากขึ้น
สิ่งที่ควรจับตาดูต่อจากนี้
ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงที่ฮอนด้าและค่ายญี่ปุ่นกำลังหารือกับภาครัฐ ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่ารัฐบาลไทยจะปรับนโยบายภาษีนำเข้าหรือขยายกรอบเวลาภาษีสรรพสามิตไฮบริดหรือไม่ เรื่องนี้ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมจากภาครัฐก่อนจะสรุปได้
ถ้าคุณกำลังคิดจะซื้อรถยนต์ไฮบริดในช่วงนี้ พี่สยามแนะนำให้ติดตามข่าวนโยบายภาษีจากกรมสรรพสามิตอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ามีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ภาษี ราคารถไฮบริดในตลาดอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามมา ทั้งในทางที่ดีขึ้นหรืออาจต้องปรับราคาขึ้นถ้าค่ายผู้ผลิตไม่ได้รับการต่อกรอบเวลาที่ขอไป
พี่สยามเชียร์ให้รัฐและค่ายรถนั่งคุยกันด้วยเหตุผลและข้อมูล เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ที่ได้รับผลมากที่สุดไม่ใช่ใครอื่น มันคือคนไทยธรรมดาทุกคนที่อยากได้รถดีในราคาที่จ่ายไหวนั่นเอง





