ถ้าพี่สยามบอกว่าข่าวนี้ทำให้นึกถึงหนังดราม่าองค์กรใหญ่ คงไม่ผิดนักครับ เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในวงการฟุตบอลโลกตอนนี้ ไม่ต่างจากการประชุมบอร์ดที่เดือดจนควันออกหู เมื่อสหพันธ์ฟุตบอลนอร์เวย์ (Norwegian Football Federation หรือ NFF) ประกาศอย่างตรงไปตรงมาว่า ถึงเวลาแล้วที่ จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ควรจะก้าวลงจากตำแหน่ง
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง: แผนขายหุ้นฟุตบอลโลก
ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากแผนของฟีฟ่าที่ต้องการจัดตั้งบริษัทลูกในชื่อ FIFA Forward Enterprises (FFE) เพื่อรับผิดชอบการดำเนินงานด้านธุรกิจและกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกทั้งประเภทชายและหญิงในอนาคต
แผนนี้มีตัวเลขที่น่าสนใจมากครับ ฟีฟ่าตั้งเป้าให้ FFE มีมูลค่าสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 700,000 ล้านบาท) โดยองค์กรจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และกุมอำนาจการบริหารไว้เองทั้งหมด แต่จะเปิดให้นักลงทุนภายนอกเข้าถือหุ้นส่วนน้อยได้สูงสุด 20% หรือคิดเป็นเม็ดเงินระดมทุนสูงสุดที่ 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 147,000 ล้านบาท)

ฟังดูเหมือนแผนธุรกิจปกติ แต่สำหรับคนในวงการฟุตบอล นี่คือเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะมันหมายความว่า "ฟุตบอลโลก" ที่เคยเป็นทรัพย์สินของทุกคน จะมีนักลงทุนเอกชนเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียด้วยครับ
ยูฟ่าประกาศคว่ำบาตร นอร์เวย์ขอให้ลาออก
กระแสต่อต้านแผนนี้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ตามรายงานของข่าวสด สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลฟุตบอลในทวีปยุโรปทั้งหมด ได้ประกาศจุดยืนอย่างแข็งกร้าวว่าพร้อม คว่ำบาตรการแข่งขันฟุตบอลโลกและทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ ที่ฟีฟ่าเป็นผู้กำกับดูแล หากแผนนี้เดินหน้าต่อไป
และล่าสุด ลิเซ คลาเวเนสส์ (Lise Klaveness) ประธาน NFF ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า

"สถานการณ์ตอนนี้เขาไม่ได้รับความไว้วางใจที่จำเป็นต่อการบริหารฟีฟ่าได้อย่างมั่นคง เราต้องการขอให้ประธานฟีฟ่าลาออกในตอนนี้ และเราจะรอดูว่าประเทศอื่น ๆ จะร่วมแสดงจุดยืนเดียวกันด้วยหรือไม่"
นอกจากนอร์เวย์แล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่เริ่มถอนการสนับสนุนอินฟานติโนแล้ว แม้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการทั้งหมดก็ตาม
ความรู้สึกของพี่สยาม: มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน
พี่สยามนั่งอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกหนักใจครับ ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจ แต่เพราะฟุตบอลโลกสำหรับคนธรรมดาอย่างเรา มันไม่ใช่แค่การแข่งขัน มันคือช่วงเวลาที่ครอบครัวมานั่งดูกัน มันคือความฝันของเด็กที่อยากเป็นนักเตะ มันคือสิ่งที่ผูกโยงคนทั่วโลกเข้าหากัน

พอมีใครบอกว่าจะเอา "ฟุตบอลโลก" ไปเปิดขายหุ้นให้นักลงทุนเอกชน มันก็ย่อมทำให้รู้สึกว่า เกมที่เราเชียร์อยู่นั้น กำลังจะกลายเป็นสินค้าที่ถูกตีราคาไว้เรียบร้อยแล้ว และนั่นคือสิ่งที่ทำให้คนในวงการ ทั้งสหพันธ์ยุโรปและหลายประเทศ รู้สึกว่ายอมรับไม่ได้ครับ
กระทบคนไทยอย่างไร?
หลายคนอาจสงสัยว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับคนไทยด้วยไหม? คำตอบคือเกี่ยวครับ แม้จะไม่ใช่ทางตรงก็ตาม ลองดูประเด็นเหล่านี้
- ราคาบัตรและลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด — หากบริษัทเอกชนเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียกับฟีฟ่า แรงกดดันเรื่องผลกำไรอาจทำให้ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในไทยแพงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้คนไทยดูฟุตบอลโลกฟรีผ่านทีวีได้ยากขึ้น
- ความไม่แน่นอนของทัวร์นาเมนต์ — ถ้ายูฟ่าคว่ำบาตรจริง หมายความว่าชาติยักษ์ใหญ่ในยุโรปอย่างฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี อาจไม่ได้ลงแข่ง ฟุตบอลโลกที่คนไทยรอดูก็อาจไม่ได้มีนักเตะระดับโลกลงสนามอีกต่อไป
- อนาคตฟุตบอลไทย — สมาคมฟุตบอลไทยในฐานะสมาชิกฟีฟ่า อาจต้องตัดสินใจว่าจะวางจุดยืนอย่างไรในประเด็นนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับยูฟ่าและชาติอื่น ๆ ด้วย
สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป
ณ ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าอินฟานติโนจะยอมลาออกตามที่นอร์เวย์เรียกร้อง และยังต้องรอดูว่าประเทศใดบ้างจะร่วมลงนามสนับสนุนจุดยืนของ NFF ครับ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ
- ฟีฟ่าจะถอนหรือปรับแผน FFE หรือไม่ หลังกระแสต่อต้านหนักขึ้นเรื่อย ๆ
- ยูฟ่าจะยกระดับการคว่ำบาตรจากคำประกาศ ไปสู่การกระทำจริงหรือเปล่า
- การประชุมใหญ่ของฟีฟ่าครั้งถัดไปจะมีมติอย่างไร
เรื่องนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ข้อมูลหลายส่วนยังต้องรอการยืนยันเพิ่มเติมครับ พี่สยามจะติดตามและอัปเดตให้ทราบต่อไป
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร สิ่งที่เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนก็คือ ฟุตบอลโลกไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬา แต่มันคือสนามแห่งอำนาจ ผลประโยชน์ และการต่อรองระดับโลก ที่ทุกคนบนโลกใบนี้ล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียด้วยกันทั้งสิ้น — รวมถึงคนไทยอย่างเราด้วยครับ





