สายเคเบิลใต้ทะเลสายใหม่ กำลังจะเปลี่ยนแผนที่อินเทอร์เน็ตของเอเชีย
ถ้าพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ค้ำจุนอินเทอร์เน็ตทั้งโลก หลายคนอาจนึกถึงดาวเทียมหรือสถานีส่งสัญญาณบนบก แต่ความจริงแล้ว กว่า 95% ของข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั่วโลกวิ่งผ่านสายเคเบิลใต้ทะเล (Submarine Cable) ที่พาดยาวอยู่ใต้มหาสมุทรนับหมื่นกิโลเมตร ซึ่งคนส่วนใหญ่แทบไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน
และล่าสุด Microsoft ได้ร่วมกับพันธมิตรหลายรายในเอเชียประกาศโครงการสร้างสายเคเบิลใต้ทะเลสายใหม่ ชื่อว่า I-2SEA เพื่อเชื่อมต่ออินเดียกับมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยตามรายงานของสำนักข่าว Reuters ระบุว่าโครงการนี้ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว
ใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังโครงการนี้?
กลุ่มพันธมิตรที่ร่วมกันผลักดัน I-2SEA ไม่ได้มีแค่ Microsoft เพียงรายเดียว แต่ประกอบด้วยบริษัทชั้นนำจากหลายประเทศ ได้แก่
- Lightstorm — สตาร์ทอัพด้านโทรคมนาคมที่ได้รับการสนับสนุนจาก I Squared Capital ซึ่งเป็นบริษัทหลักที่ผลักดันโครงการนี้
- Tata Communications — บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่จากอินเดีย
- Singtel (Singapore Telecommunications) — ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของสิงคโปร์
- ASEAN Cableship — บริษัทด้านการวางและซ่อมบำรุงสายเคเบิลใต้ทะเลจากสิงคโปร์
- NEC Corp. — บริษัทเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบสายเคเบิลใต้ทะเลมายาวนาน
รายชื่อพันธมิตรเหล่านี้บอกอะไรหลายอย่าง เพราะทุกรายล้วนมีประสบการณ์และโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคอยู่แล้ว การจับมือกันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การลงทุน แต่เป็นการรวมพลังเพื่อเดินหน้าโครงการที่ซับซ้อนและต้องใช้เงินมหาศาล แม้ตัวเลขการลงทุนที่แน่ชัดยังไม่ได้เปิดเผย

รายละเอียดของสาย I-2SEA ที่ต้องรู้
สาย I-2SEA จะมีความยาวทั้งสิ้น 3,600 กิโลเมตร โดยจุดลงสายในฝั่งอินเดียจะอยู่ที่ เมือง Machilipatnam รัฐ Andhra Pradesh ทางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวกับที่ Meta และ Alphabet (บริษัทแม่ของ Google) ได้ประกาศสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ไว้แล้ว
เป้าหมายหลักของสายเคเบิลนี้คือรองรับงานด้าน AI (ปัญญาประดิษฐ์), Cloud Computing (ระบบประมวลผลบนคลาวด์) และ Hyperscale Workloads — คำหลังนี้หมายถึงการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่มากที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต้องการ ซึ่งต่างจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไปมาก
ตามคำให้สัมภาษณ์ของ Amajit Gupta ซีอีโอของ Lightstorm กับสำนักข่าว Reuters คาดว่าสายเคเบิลนี้จะ พร้อมใช้งานในไตรมาสที่ 4 ของปี 2029 หรืออีกราว 4 ปีจากนี้

ทำไม Microsoft ถึงสนใจอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?
อินเดียกำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดดาต้าที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ตามรายงานของ Macquarie Equity Research เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วระบุว่า กำลังการประมวลผลของดาต้าเซ็นเตอร์ในอินเดียซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 กิกะวัตต์ อาจ เพิ่มเป็น 2 เท่าภายในปี 2027 และอาจ เพิ่มขึ้น 5 เท่าภายในปี 2030 หากโปรเจกต์ต่างๆ เดินหน้าเต็มกำลัง
ในส่วนของ Lightstorm เอง ปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายสายใยแก้วบนบก (Terrestrial Fiber Cable) เชื่อมต่อ 19 โซน AI และ Cloud ทั่วอินเดียอยู่แล้ว การมีสาย I-2SEA จะช่วยขยายจำนวนโซนเหล่านี้ขึ้นเป็น 29 โซน ซึ่งหมายความว่าศักยภาพในการส่งข้อมูลระหว่างอินเดียกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันอินเดียมีสายเคเบิลใต้ทะเลที่ใช้งานอยู่ 17 สาย ด้วยกำลังส่งข้อมูลสูงสุดรวม 960 เทราบิตต่อวินาที และมีอีกอย่างน้อย 10 สาย ที่ประกาศไว้แล้วว่าจะสร้าง ข้อมูลเหล่านี้มาจาก TeleGeography บริษัทวิจัยด้านโทรคมนาคม ซึ่งให้ภาพชัดว่าการแข่งขันวางสายเคเบิลใต้ทะเลในโซนนี้ดุเดือดแค่ไหน

มุมมองของพี่สยาม: โครงการนี้สำคัญกว่าที่คิด
พี่ต้องบอกตรงๆ ว่าตอนแรกอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกว่ามันอยู่ห่างไกลจากชีวิตประจำวันของเรามากเลย สายเคเบิลใต้ทะเล อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ — มันเกี่ยวกับเราตรงไหน?
แต่พอนั่งคิดดูดีๆ มันไม่ได้ห่างไกลเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกครั้งที่เราเปิด Netflix ดูซีรีส์ หรือวิดีโอคอลหาครอบครัว หรือแม้แต่ใช้ ChatGPT ตอบคำถาม ข้อมูลเหล่านั้นวิ่งผ่านสายเคเบิลใต้ทะเลที่เราไม่เคยเห็นหน้าตา โครงการแบบนี้คือการลงทุนในอนาคตที่จะกำหนดว่าอินเทอร์เน็ตของเราจะเร็วขึ้น ถูกลง และเสถียรขึ้นได้มากแค่ไหน

แล้วคนไทยได้อะไรจากเรื่องนี้?
แม้ว่า I-2SEA จะไม่มีจุดลงสายในไทยโดยตรง แต่ผลกระทบต่อเราก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ลองดูในแต่ละด้าน
ด้านอินเทอร์เน็ตและบริการดิจิทัล
สิงคโปร์และมาเลเซียเป็นเส้นทางหลักที่ข้อมูลอินเทอร์เน็ตของไทยวิ่งผ่าน การมีสายเคเบิลความจุสูงเพิ่มขึ้นในโซนนี้จะช่วยลดความแออัดของเครือข่าย ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลให้บริการ Cloud และ AI ที่เราใช้งานอยู่ทุกวันมีความเสถียรและตอบสนองเร็วขึ้น
ด้านธุรกิจและเศรษฐกิจดิจิทัล
บริษัทไทยที่ใช้บริการ Cloud จาก Microsoft Azure หรือ AWS มีแนวโน้มที่จะได้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องส่งข้อมูลขนาดใหญ่ระหว่างประเทศ
ด้านการแข่งขันในภูมิภาค
น่าสังเกตว่าโครงการนี้ไม่มีไทยอยู่ในแผนที่ ทั้งที่ไทยเองก็พยายามดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มาหลายปี ขณะที่มาเลเซียและอินเดียดูเหมือนจะแล่นหน้าไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคนโยบายของไทยน่าจะต้องให้ความสนใจอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ออกนโยบายสวยงาม แต่ต้องสร้างเงื่อนไขที่ดึงดูดให้บริษัทอย่าง Microsoft หรือ Meta เลือกไทยเป็นจุดลงสายหรือสร้างดาต้าเซ็นเตอร์

สิ่งที่น่าจับตามอง
นอกจากตัวสายเคเบิล มีอีกเรื่องที่น่าสนใจคือ Lightstorm บริษัทสตาร์ทอัพที่เป็นแกนหลักของโครงการนี้ มีแผน เข้าตลาดหลักทรัพย์ในอินเดียช่วงกลางปี 2027 และมีรายงานว่าบริษัทกำลังมองหาการประเมินมูลค่าสูงถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5 หมื่นกว่าล้านบาท
ตัวเลขนี้บอกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านสายเคเบิลและ AI Connectivity กลายเป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาลในยุคนี้ และนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองอยู่อย่างใกล้ชิด
"Undersea cables carry roughly 95% of the world's internet traffic" — TeleGeography, บริษัทวิจัยด้านโทรคมนาคม
บทสรุปจากพี่สยาม
โครงการ I-2SEA อาจฟังดูเหมือนข่าวธุรกิจที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน แต่มันคือหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญที่กำหนดอนาคตของอินเทอร์เน็ต AI และเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย
การที่ Microsoft เลือกเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับนี้ร่วมกับพันธมิตรเอเชีย สะท้อนให้เห็นว่าภูมิภาคของเราคือ battleground หลักในสงคราม AI และ Cloud ทศวรรษนี้
สำหรับคนไทยอย่างเรา แม้จะไม่ได้เป็นผู้เล่นโดยตรง แต่ในฐานะผู้ใช้บริการและประเทศที่อยู่กลางเส้นทางการค้าดิจิทัล เราควรติดตามว่านโยบายไทยจะตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร ถ้าเราไม่วางตัวให้ดี โอกาสที่ดีๆ ก็อาจผ่านไปโดยที่เราได้แต่มองตาปริบๆ
ยังมีรายละเอียดหลายอย่างที่ต้องรอดูต่อ เช่น ตัวเลขเงินลงทุนที่แท้จริง เส้นทางที่แน่ชัดของสายเคเบิล และว่าโครงการจะเดินหน้าตามแผนได้จริงหรือไม่ แต่ทิศทางนั้นชัดเจนแล้วว่า เอเชียกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเราทุกคนจะได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง





