ญี่ปุ่นลุยธุรกิจสายเคเบิลใต้ทะเลในเอเชีย รับกระแส AI ดันความต้องการข้อมูลพุ่ง

พี่สยาม
พี่สยาม
เทคโนโลยี
ขนาดตัวอักษร
ญี่ปุ่นลุยธุรกิจสายเคเบิลใต้ทะเลในเอเชีย รับกระแส AI ดันความต้องการข้อมูลพุ่ง

เมื่อ AI เปลี่ยนโฉมหน้าโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตโลก

ถ้าจะพูดถึงอินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันทุกวัน ไม่ว่าจะดูซีรีส์ Netflix โอนเงินข้ามประเทศ หรือแค่เปิด Google ค้นหาร้านอาหาร — ทั้งหมดนั้นวิ่งผ่าน "สายเคเบิลใต้ทะเล" (Subsea Cable) ที่ถูกวางทอดอยู่ลึกลงไปในมหาสมุทร ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยนึกถึงมันเลย

แต่ตอนนี้โครงสร้างพื้นฐานที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำนี้กำลังกลายเป็น "สมรภูมิ" ใหม่ที่ญี่ปุ่นต้องการกลับมาแสดงบทบาทนำอีกครั้ง ท่ามกลางกระแส AI ที่กำลังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรมบนโลก

โยชิโอะ ซาโต้ และบทเรียนจาก 25 ปีในธุรกิจสายเคเบิล

ตามรายงานของ Nikkei Asia โยชิโอะ ซาโต้ (Yoshio Sato) ชายผู้คลุกคลีอยู่กับธุรกิจสายเคเบิลใต้ทะเลมากว่า 25 ปี เล่าว่าเขาเริ่มมองเห็น "ขีดจำกัด" ของวิธีทำธุรกิจแบบดั้งเดิม อุตสาหกรรมนี้เคยถูกผูกขาดโดยกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย แต่วันนี้ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ผู้เล่นหน้าใหม่ทั้งบริษัทการค้า (Trading Companies) อย่าง Sumitomo บริษัทลีสซิ่ง และบริษัทโทรคมนาคมน้องใหม่ต่างพากันเข้ามาในตลาดนี้พร้อมกัน สัญญาณที่บ่งบอกว่าโครงสร้างเกมกำลังเปลี่ยนขั้วอำนาจ

ทำไม AI ถึงทำให้สายเคเบิลใต้ทะเลกลายเป็นทองคำ?

ง่ายๆ เลย ลองนึกภาพ ChatGPT หรือ AI ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน — ทุกครั้งที่คุณถามคำถาม ระบบต้องรับส่งข้อมูลมหาศาลระหว่าง Data Center ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ข้อมูลเหล่านั้นวิ่งผ่านอะไร? ก็สายเคเบิลใต้ทะเลนี่แหละ

ตามข้อมูลจาก TeleGeography บริษัทวิจัยด้านโทรคมนาคม ปริมาณข้อมูลที่วิ่งผ่านสายเคเบิลใต้ทะเลทั่วโลกเติบโตขึ้นกว่า 30% ต่อปีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และแนวโน้มนี้จะเร่งตัวขึ้นอีกเมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของทุกแอปพลิเคชัน

SoftBank's Son looks to tackle AI's power problem with France data centers
SoftBank's Son looks to tackle AI's power problem with France data centers

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google, Meta, Microsoft และ Amazon ก็เริ่มลงทุนวางสายเคเบิลของตัวเองโดยตรง แทนที่จะเช่าจากบริษัทโทรคมนาคมเหมือนในอดีต นั่นหมายความว่าตลาดนี้กำลังเติบโตและเปิดกว้างกว่าที่เคยเป็น

ญี่ปุ่นมีไพ่อะไรในมือ?

ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นหน้าใหม่ในวงการนี้ บริษัทอย่าง NTT World Engineering Marine มีประสบการณ์วางสายเคเบิลใต้ทะเลมาช้านาน และญี่ปุ่นตั้งอยู่ในทำเลที่เป็น "จุดเชื่อม" สำคัญของเส้นทางสายเคเบิลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ตอนนี้ผู้เล่นหลากหลายประเภทในญี่ปุ่นต่างพากันกระโดดเข้ามาในธุรกิจนี้พร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น:

  • บริษัทการค้า (Trading Houses) อย่าง Sumitomo Corporation ที่ใช้เครือข่ายธุรกิจทั่วเอเชียเป็นข้อได้เปรียบ
  • บริษัทลีสซิ่ง ที่มองเห็นโอกาสในการให้เช่าโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องการเงินลงทุนก้อนใหญ่แต่ให้ผลตอบแทนระยะยาวที่มั่นคง
  • ผู้ให้บริการโทรคมนาคมหน้าใหม่ ที่ต้องการสร้างความแตกต่างด้วยการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานเอง
Japan's Fujikura to bring US fiber-optic cable plant online by 2030: CEO
Japan's Fujikura to bring US fiber-optic cable plant online by 2030: CEO

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: สมรภูมิหลักของเกมนี้

ภูมิภาคที่น่าจับตามองที่สุดคือ "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" รวมถึงไทยบ้านเรา เพราะนี่คือตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในแง่การใช้งานอินเทอร์เน็ตและ Cloud Computing บริษัทระดับโลกต่างพากันมาตั้ง Data Center ในภูมิภาคนี้ ทั้งในสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย

สำหรับไทยเองนั้น รัฐบาลก็มีนโยบายส่งเสริม Digital Economy และดึงดูดการลงทุน Data Center อย่างจริงจัง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการ "แบนด์วิดท์" (Bandwidth) หรือความจุในการรับส่งข้อมูลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ — และสายเคเบิลใต้ทะเลคือหัวใจสำคัญที่จะรองรับความต้องการนั้น

มิติด้านภูมิรัฐศาสตร์: ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ

มีมิติที่สำคัญมากแต่คนมักมองข้ามไป นั่นคือเรื่อง "ความมั่นคง" ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สายเคเบิลใต้ทะเลนั้นรับส่งข้อมูลกว่า 95% ของการสื่อสารระหว่างประเทศทั้งหมดบนโลก ตามข้อมูลของ International Cable Protection Committee (ICPC)

ด้วยเหตุนี้ ในยุคที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น หลายประเทศจึงต้องการให้ "เส้นเลือดดิจิทัล" ของตัวเองอยู่ในมือที่ไว้วางใจได้ ญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรกับชาติตะวันตก จึงมีโอกาสได้รับความไว้วางใจจากหลายประเทศในภูมิภาคมากกว่าผู้เล่นบางราย

Intel bets on comeback with new CPUs for data centers, robotics
Intel bets on comeback with new CPUs for data centers, robotics

"สายเคเบิลใต้ทะเลไม่ใช่แค่สายโทรศัพท์ขนาดยักษ์ แต่มันคือ 'เส้นเลือดใหญ่' ของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก ใครที่ควบคุมโครงสร้างพื้นฐานนี้ได้ ก็มีอำนาจต่อรองในโลกยุคใหม่"

ความรู้สึกของพี่สยามต่อเรื่องนี้

พูดตรงๆ นะ ตอนที่อ่านข่าวนี้ครั้งแรก พี่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวมาก สายเคเบิลใต้ทะเล ฟังดูเหมือนข่าวสำหรับวิศวกรหรือนักลงทุนเท่านั้น แต่พอนึกให้ดีแล้วมันกระทบชีวิตทุกคนโดยตรง ทั้งความเร็วอินเทอร์เน็ต ราคา Cloud Service ที่บริษัทไทยใช้งาน หรือแม้แต่ความสามารถของไทยในการรองรับอุตสาหกรรม AI ในอนาคต

ถ้าเป็นพี่เจอสถานการณ์นี้ในฐานะเจ้าของธุรกิจ สิ่งที่น่ากังวลคือถ้าโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคยังตามไม่ทัน ต้นทุนในการใช้บริการ AI จะสูง และธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SME) ของไทยจะเสียเปรียบมาก

ผลกระทบต่อคนไทย: มองให้ครบทุกมิติ

สำหรับคนไทยธรรมดาอย่างเรา การที่ญี่ปุ่นและผู้เล่นรายอื่นเร่งลงทุนสายเคเบิลใต้ทะเลในเอเชียมีผลกระทบที่น่าติดตามหลายด้าน:

  • อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น ราคาอาจถูกลง: การแข่งขันที่มากขึ้นในตลาดโครงสร้างพื้นฐาน หมายความว่าความจุในการรับส่งข้อมูลจะเพิ่มขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลดีต่อคุณภาพและราคาอินเทอร์เน็ตในไทย
  • Data Center ในไทยมีแนวโน้มเติบโต: ยิ่งมีการเชื่อมต่อที่ดี ยิ่งดึงดูดการลงทุน Data Center ซึ่งสร้างงานและรายได้ให้กับประเทศ
  • ความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานต่างชาติ: ถ้าไทยไม่มีสายเคเบิลของตัวเอง เราก็ต้องพึ่งพาผู้เล่นต่างชาติ ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงในระยะยาว
  • โอกาสสำหรับนักลงทุนไทย: ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center, Cloud Service และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะมีแนวโน้มเติบโตตาม
AI-fueled copper rush spurs Amazon to buy direct from US mine
AI-fueled copper rush spurs Amazon to buy direct from US mine

วิธีใช้ประโยชน์จากเทรนด์นี้สำหรับคนไทย

ถ้าจะให้แนะนำ พี่มองว่าคนไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเทรนด์นี้ได้หลายทาง:

  • สำหรับนักลงทุน: จับตาหุ้นกลุ่ม Data Center และโทรคมนาคมในตลาดหลักทรัพย์ไทย รวมถึงกองทุน Infrastructure ที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (แต่ต้องศึกษาให้ดีก่อนนะ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน)
  • สำหรับคนทำงานสาย IT: ทักษะด้าน Cloud Architecture, Network Engineering และ Cybersecurity จะมีความต้องการสูงมากเมื่อไทยเป็น Hub ของ Data Center
  • สำหรับผู้ประกอบการ: ติดตามนโยบายรัฐเรื่อง Digital Infrastructure เพราะมักมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ไทยต้องระวัง

แม้ภาพรวมจะดูน่าตื่นเต้น แต่พี่อยากเตือนไว้สักเรื่อง — ไทยต้องระวังการกลายเป็น "ผู้ใช้" มากกว่า "ผู้กำหนด" ในเกมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ ถ้าเราไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม และไม่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปมีบทบาทในซัพพลายเชนนี้ เราก็อาจเป็นแค่ "ทางผ่าน" ของสายเคเบิล แต่ไม่ได้รับประโยชน์เต็มที่จากการเป็นจุดเชื่อมสำคัญในภูมิภาค

Japan's NEC seeks edge in undersea cable with high-capacity fiber
Japan's NEC seeks edge in undersea cable with high-capacity fiber

มองไปข้างหน้า: โลกเชื่อมกันด้วยสายบางๆ

เรื่องสายเคเบิลใต้ทะเลนี้ฟังดูเป็นเรื่องของคนไม่กี่กลุ่ม แต่จริงๆ มันคือ "กระดูกสันหลัง" ของเศรษฐกิจดิจิทัลที่ทุกคนอาศัยอยู่ การที่ญี่ปุ่นส่งสัญญาณชัดว่าต้องการบทบาทนำในเอเชียอีกครั้ง พร้อมกับผู้เล่นใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างการแข่งขัน ก็ถือเป็นข่าวดีในแง่ที่ว่าโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคจะแข็งแกร่งขึ้น

แต่สิ่งที่พี่อยากฝากไว้คือ อย่ามองเรื่องนี้เป็นแค่ข่าวธุรกิจของญี่ปุ่น เพราะมันคือสัญญาณที่บอกว่าโลกกำลังแข่งกันวางรากฐานดิจิทัลสำหรับยุค AI อย่างเป็นจริงเป็นจัง และถ้าไทยจะไม่ตกขบวน ก็ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องจริงจังกับเรื่องนี้มากกว่าที่เป็นอยู่

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook