Google เงียบๆ เปิดฟีเจอร์ใหม่ดูดข้อมูลสื่อของคุณไปเทรน AI
ถ้าใครใช้ Google เป็นประจำ ไม่ว่าจะถ่ายรูปผ่าน Google Lens หาข้อมูลด้วยเสียง หรือแปลภาษาผ่าน Google Translate ควรอ่านข่าวนี้ให้จบก่อนที่จะปิดหน้าจอ เพราะ Google กำลังทยอยเปิดตัวการตั้งค่าใหม่ชื่อว่า "Search Services History" ที่บันทึกข้อมูลสื่อ (media inputs) ของคุณ ทั้งภาพถ่าย เสียง และวิดีโอที่คุณอัปโหลดเข้าไป เพื่อนำไปใช้เทรนโมเดล AI ของบริษัท
ที่น่าสังเกตคือ ฟีเจอร์นี้ เปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ (enabled by default) โดยที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว ตามรายงานของ Tom's Guide ที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2025 ระบุว่าข้อมูลที่ Google เก็บในระบบนี้ แม้จะลบออกจากบัญชีของคุณแล้ว เวอร์ชันที่ถูก "ทำให้ไม่ระบุตัวตน" (anonymized) ยังสามารถอยู่ในระบบเทรน AI ได้นานถึง 4 ปี

ฟีเจอร์นี้เก็บอะไรบ้าง และไม่เก็บอะไร
ก่อนตื่นตระหนกเกินไป ขอแยกให้ชัดว่า Search Services History เก็บเฉพาะข้อมูลที่คุณ อัปโหลดเองโดยตรง เช่น
- รูปภาพที่คุณถ่ายหรือแชร์ผ่าน Google Lens
- คำสั่งเสียงที่คุณพูดเข้า Google Search หรือ Google Assistant
- ข้อมูลที่ป้อนผ่าน Google Translate
สิ่งที่ฟีเจอร์นี้ ไม่ได้เก็บ คือไฟล์ที่คุณแค่คลิกฟังหรือดูผ่านไป ฟังดูโล่งใจขึ้นนิดนึง แต่ถ้าลองนึกดูว่าเราใช้ Lens ถ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟ ถ่ายเอกสาร หรือพูดคุยกับ Google เรื่องส่วนตัว ข้อมูลพวกนั้นก็ไม่ได้ไร้ความหมายเลย

วิธีปิดการตั้งค่า Search Services History ทำได้เลยตอนนี้
ข่าวดีคือปิดได้ไม่ยาก ทำตามขั้นตอนนี้เลย
กรณีที่ 1: เห็น Tab "Search Services History" แล้ว
- เข้าไปที่ myactivity.google.com แล้ว Sign In บัญชี Google ของคุณ
- มองหาแท็บชื่อ "Search Services History" ในเมนู
- กดเข้าไป แล้วหา Toggle (ปุ่มเปิด-ปิด) ที่ด้านบน แล้วปิดมัน
- สำคัญมาก — ให้มองหา Checkbox ที่ชื่อว่า "Save media" แล้วติ๊กเอาออกทันที นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพราะมันจะหยุดไม่ให้ Google เก็บภาพ เสียง และวิดีโอของคุณไปเทรน AI ต่อไปในอนาคต
กรณีที่ 2: ยังไม่เห็น Tab ใหม่ (เพราะ Google ทยอยเปิดเป็นระยะ)
- ในหน้าเดียวกัน ให้คลิกที่ "Web & App Activity" แทน
- เลื่อนลงมาด้านล่าง มองหาตัวเลือก "Include voice and audio activity"
- ติ๊กเอาออก แล้ว Save การตั้งค่า
💡 ถ้าคุณปิด Web & App Activity ในระดับ Master ไว้อยู่แล้ว คุณปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม

แล้วถ้าลบประวัติออก ข้อมูลหายจริงไหม?
นี่คือส่วนที่พี่สยามอยากเน้นเป็นพิเศษ เพราะหลายคนอาจคิดว่า "ลบแล้วก็จบ" แต่ความจริงไม่ง่ายขนาดนั้น
การลบข้อมูลจะ ตัดการเชื่อมโยงกับบัญชีของคุณทันที แต่ข้อมูลเวอร์ชันที่ถูกทำให้ไม่ระบุตัวตน (anonymized version) ที่เข้าสู่ระบบเทรน AI ไปแล้วนั้น อาจยังคงอยู่ในระบบของ Google นานถึง 4 ปี ก่อนที่จะถูกล้างออกอย่างสมบูรณ์
พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งรอช้า ข้อมูลที่ถูกดูดเข้าระบบก็ยิ่งมาก ดังนั้นทำตอนนี้เลยดีกว่า

ในฐานะคนไทย เราได้รับผลกระทบอะไรบ้าง?
คนไทยใช้ Google กันมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทั้ง Google Search, Google Maps, Google Lens และ Google Translate ที่หลายคนใช้แปลภาษาอังกฤษทุกวัน ลองนึกดูว่าข้อมูลเหล่านี้รวมกันมีมูลค่าแค่ไหนในฐานะ "วัตถุดิบ" สำหรับเทรน AI
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ ได้แก่
- การถ่ายเอกสารผ่าน Lens — บัตรประชาชน สัญญา ใบเสร็จ หรือเอกสารส่วนตัว ถ้าเคยถ่ายส่งผ่าน Lens ข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกบันทึก
- คำสั่งเสียงภาษาไทย — เสียงพูดของเราถูกเก็บเป็นข้อมูลเสียงจริงๆ ไม่ใช่แค่ข้อความ
- การแปลข้อมูลส่วนตัว — ถ้าเคยก็อปข้อความส่วนตัวไปแปลใน Google Translate ข้อมูลนั้นอาจอยู่ในระบบด้วย
ในด้านกฎหมาย ประเทศไทยมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่บังคับใช้แล้ว แต่เมื่อข้อมูลถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศของ Google การบังคับใช้กฎหมายไทยโดยตรงยังเป็นเรื่องซับซ้อน ผู้ใช้จึงต้องพึ่งพาการจัดการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวด้วยตัวเองเป็นหลัก

มุมมองพี่สยาม: ไม่โกรธ Google แต่อยากให้รู้ทัน
พูดตรงๆ เลยนะ พี่สยามไม่ได้มองว่า Google ทำเรื่องนี้เป็น "ความชั่วร้าย" เพราะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทุกเจ้าต่างก็ต้องการข้อมูลเพื่อพัฒนา AI ทั้งนั้น และ Google ก็มีช่องทาง Opt Out ให้ ซึ่งต้องยอมรับว่าดีกว่าบางเจ้าที่ไม่ให้ทางเลือกเลย
แต่สิ่งที่ทำให้ค่อนข้างหงุดหน่อยก็คือ มันเปิดใช้งานอัตโนมัติโดยไม่แจ้งให้รู้ ถ้าเป็นเรานะ อยากให้ถามก่อนว่า "คุณยินยอมไหม?" มากกว่าจะให้ไปหาเองว่าต้องปิดตรงไหน นี่คือพฤติกรรมแบบ "Opt-out by default" ที่หลายประเทศในยุโรปเริ่มออกกฎหมายห้ามแล้ว เพราะมันได้เปรียบผู้ใช้ที่ไม่รู้เรื่องมากเกินไป
ถ้าเจอแบบนี้ในชีวิตจริง สมมติว่าเพื่อนเอาของเราไปใช้โดยบอกว่า "ถ้าไม่อยากให้ใช้ก็ไปบอก" แทนที่จะถามก่อน... มันก็รู้สึกไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ใช่ไหม?

สรุปสิ่งที่ควรทำตอนนี้
ขอสรุปแบบกระชับเพื่อให้ทำได้เลยโดยไม่ต้องเลื่อนกลับขึ้นไปอ่านใหม่
- ✅ เข้า myactivity.google.com ตอนนี้เลย
- ✅ ถ้าเห็น Search Services History — ปิด Toggle และยกเลิก Checkbox "Save media"
- ✅ ถ้ายังไม่เห็น — เข้า Web & App Activity แล้วปิด "Include voice and audio activity"
- ✅ ถ้าปิด Web & App Activity ในระดับ Master ไว้แล้ว — ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม
- ⚠️ จำไว้ว่าลบข้อมูลออกจากบัญชีได้ แต่เวอร์ชัน anonymized อาจอยู่ในระบบ AI ของ Google ต่อไปอีกสูงสุด 4 ปี
ใช้เวลาแค่ 2-3 นาที แต่มันเป็น 2-3 นาทีที่คุ้มมากในแง่ของการรักษาความเป็นส่วนตัว เพราะในยุคที่ข้อมูลคือทรัพย์สิน การรู้ทันและจัดการตั้งค่าเองได้ถือว่าเป็นทักษะที่ทุกคนควรมีติดตัวไว้
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ ถ้าคิดว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์ ลองแชร์ให้คนรอบข้างรู้ด้วยก็ดีครับ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยติดตามข่าวเทคโนโลยี เพราะคนที่ไม่รู้คือคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด





