เมื่อแบตเตอรี่ไม่ใช่แค่เรื่องไฟฟ้า แต่กลายเป็นเรื่องความมั่นคง
ถ้าพูดถึงแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Storage Battery) หลายคนอาจนึกถึงแค่อุปกรณ์สี่เหลี่ยมที่คอยเก็บไฟจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน หรือระบบสำรองไฟในออฟฟิศ แต่ในโลกความเป็นจริงตอนนี้ อุปกรณ์พวกนี้กำลังกลายเป็นจุดที่รัฐบาลหลายประเทศต้องจับตามองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในแง่ของความมั่นคงทางไซเบอร์
ล่าสุด สื่อ Nikkei Asia รายงานว่า ญี่ปุ่นกำลังจะออกกฎระเบียบใหม่ที่กำหนดให้แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานทุกรุ่นที่ต้องการเชื่อมต่อกับระบบสายส่งไฟฟ้าแห่งชาติ (Power Grid) จะต้องผ่านการรับรองด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จากรัฐบาลญี่ปุ่นเสียก่อน และผลที่ออกมาก็ทำให้ตลาดตื่นตัวทีเดียว เพราะจนถึงขณะนี้ ไม่มีผู้ผลิตแบตเตอรี่จากจีนแม้แต่รายเดียวที่ผ่านการรับรองนี้

ทำไมญี่ปุ่นถึงต้องใส่ใจเรื่องนี้?
หลายคนอาจสงสัยว่า แบตเตอรี่มันเกี่ยวอะไรกับความมั่นคงของชาติ? คำตอบอยู่ที่ระบบควบคุมที่อยู่ข้างใน เพราะแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานสมัยใหม่ไม่ได้เป็นแค่กล่องเก็บไฟธรรมดา แต่มีซอฟต์แวร์และระบบสื่อสารที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (IoT — Internet of Things หรือระบบที่อุปกรณ์ต่างๆ สื่อสารกันผ่านอินเทอร์เน็ต) อยู่ภายใน
เมื่อแบตเตอรี่พวกนี้เชื่อมต่อกับ Power Grid หรือระบบไฟฟ้าของประเทศ นั่นหมายความว่ามันกลายเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกดิจิทัลกับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประเทศทันที ถ้าระบบเหล่านี้มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย หรือมีการฝังซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตราย (Malware) ไว้ อาจทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถแทรกแซงระบบไฟฟ้าของทั้งประเทศได้จากระยะไกล
ความกังวลในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้หลายประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ ก็เคยออกมาตรการคล้ายกันกับอุปกรณ์โทรคมนาคมและเทคโนโลยีจากบางประเทศมาแล้ว และตอนนี้ดูเหมือนญี่ปุ่นกำลังนำแนวทางเดียวกันนี้มาใช้กับภาคพลังงาน
ผู้ผลิตจีนมองว่านี่คือ "การกีดกันโดยปริยาย"
ฝั่งผู้ผลิตจีนที่มีส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่นอยู่บ้างแล้วออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยมองว่ากฎระเบียบนี้เป็น "การกีดกันโดยปริยาย" (De Facto Exclusion) หรือพูดง่ายๆ คือใช้เรื่องมาตรฐานทางเทคนิคมาเป็นข้ออ้างในการปิดกั้นสินค้าจากจีนโดยเฉพาะ
มุมมองนี้ไม่ใช่ว่าเข้าใจไม่ได้เลย เพราะในเชิงธุรกิจ ถ้ากระบวนการรับรองยากและยาวนาน บริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองตึงเครียดกับญี่ปุ่นก็ย่อมเสียเปรียบกว่าผู้ผลิตจากยุโรป อเมริกา หรือเกาหลีใต้อยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นก็ยืนยันว่ากระบวนการนี้ใช้มาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกประเทศ
"สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้แต่ผู้ผลิตจีนที่มีส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่นอยู่แล้ว ก็ยังไม่มีสักรายที่ผ่านการรับรองนี้" — รายงานจาก Nikkei Asia
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่กว้างกว่าแค่เรื่องแบตเตอรี่ มันเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางเทคโนโลยีและความพยายามของหลายประเทศในเอเชียที่จะ "De-risking" หรือลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและเทคโนโลยี
มุมมองของพี่สยาม: เรื่องนี้ทำให้นึกถึงอะไรบางอย่าง
ถ้าให้พูดตรงๆ ข่าวนี้ทำให้พี่รู้สึกหลายอย่างพร้อมกัน ในแง่หนึ่งก็เข้าใจได้ว่าทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นต้องระมัดระวัง เพราะระบบไฟฟ้าคือโครงสร้างพื้นฐานของชาติ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมัน ผลกระทบคือทุกคนในประเทศ ไม่ใช่แค่นักธุรกิจหรือคนในวงการพลังงาน
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ก็รู้สึกได้ว่ากำแพงระหว่างประเทศในเรื่องเทคโนโลยีกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายผู้บริโภคอาจเป็นคนจ่ายราคา เพราะถ้าการแข่งขันน้อยลง ต้นทุนสินค้าก็แพงขึ้น และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดก็ยิ่งช้าลง

แล้วคนไทยต้องสนใจเรื่องนี้ทำไม?
นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้อ่านชาวไทย และพี่ขอบอกว่ามีเหตุผลที่ดีหลายข้อที่เราควรติดตาม
- ไทยกำลังขยายพลังงานทดแทน: ประเทศไทยมีแผนขยายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าความต้องการระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานจะเพิ่มขึ้นมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้ผลิตแบตเตอรี่จีนหลายรายก็ขายอยู่ในตลาดไทยด้วย
- คำถามเรื่องความปลอดภัยไม่ได้มีแค่ที่ญี่ปุ่น: เมื่อญี่ปุ่นเริ่มออกมาตรการนี้ รัฐบาลไทยอาจต้องคิดเรื่องคล้ายกันในอนาคต โดยเฉพาะสำหรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ
- ต้นทุนพลังงานสะอาดอาจขึ้นในระยะยาว: ถ้าตลาดโลกเริ่มจำกัดสินค้าจากจีน ซึ่งปัจจุบันผลิตแบตเตอรี่ราคาถูกได้มากที่สุดในโลก ต้นทุนอุปกรณ์พลังงานทดแทนทั่วโลกรวมถึงในไทยอาจปรับตัวสูงขึ้น
- บทเรียนสำหรับธุรกิจไทยที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้: บริษัทหรือโรงงานที่กำลังพิจารณาลงทุนระบบ Solar + Battery อาจต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์มากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูเรื่องราคาและประสิทธิภาพอย่างเดียว

สิ่งที่ควรระวังและติดตาม
สำหรับคนที่ทำงานในภาคพลังงาน หรือกำลังคิดจะลงทุนระบบแบตเตอรี่สำหรับบ้านหรือธุรกิจ พี่มีข้อแนะนำเล็กน้อยดังนี้
- ตรวจสอบที่มาและมาตรฐานของอุปกรณ์: ดูว่าอุปกรณ์ที่เลือกมีการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือหรือไม่ อย่าดูแค่ราคาและ Spec
- ติดตามนโยบายของ กฟผ. และ กฟน./กฟภ.: ในอนาคตหน่วยงานไฟฟ้าของไทยอาจมีการออกข้อกำหนดเรื่องการเชื่อมต่อระบบแบตเตอรี่กับสายส่งที่เข้มงวดขึ้น ควรติดตามอย่างใกล้ชิด
- อย่าตัดสินใจลงทุนใหญ่บนข้อมูลที่ยังไม่นิ่ง: ตลาดพลังงานและกฎระเบียบในเรื่องนี้ยังเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ควรรอดูทิศทางให้ชัดขึ้นก่อน

บทสรุป: โลกแห่งพลังงานสะอาดซับซ้อนกว่าที่คิด
ข่าวเรื่องญี่ปุ่นปฏิเสธการรับรองแบตเตอรี่จีนนี้ดูเหมือนเป็นแค่เรื่องระหว่างสองประเทศ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นสัญญาณที่บอกว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ "พลังงาน" และ "ความมั่นคงด้านดิจิทัล" ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกต่อไปแล้ว
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นเรื่องดี และเป็นทิศทางที่โลกต้องเดินไป แต่เส้นทางนั้นไม่ได้ราบเรียบ มีทั้งการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรฐานความปลอดภัยที่ต้องพัฒนาให้ทันเทคโนโลยี และผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ซับซ้อนพัวพันกันอยู่
สำหรับพี่แล้ว สิ่งที่หวังมากที่สุดคือในท้ายที่สุด มาตรฐานความปลอดภัยพวกนี้จะนำไปสู่อุปกรณ์ที่ดีขึ้นและปลอดภัยขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะผลิตจากประเทศไหน มากกว่าจะเป็นแค่เครื่องมือกีดกันทางการค้า เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจพวกนี้ก็คือพวกเราทุกคนนั่นเอง
ข้อมูลอ้างอิงจากรายงานของ Nikkei Asia





