จากประเทศที่ไม่สนใจ Startup สู่การเดิมพันครั้งใหญ่ระดับโลก
ย้อนกลับไปช่วงปลายทศวรรษ 1990 Guido Appenzeller นักลงทุนชาวต่างชาติที่เดินทางมาญี่ปุ่น รู้สึกแปลกใจอย่างมากที่เห็นว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศนี้แทบไม่ให้ความสนใจกับการเป็นผู้ประกอบการเลย ห้องแล็บเต็มไปด้วยนักวิจัยเก่งๆ แต่ไม่มีใครคิดจะเอานวัตกรรมออกมาสร้างธุรกิจ
แต่วันนี้ ในฐานะพาร์ทเนอร์ของ Andreessen Horowitz (a16z) กองทุน Venture Capital ชั้นนำจากซิลิคอนวัลเลย์ เขากลับมองเห็นญี่ปุ่นที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มหาวิทยาลัยเริ่มหันมาสนใจการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ นักลงทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามา และรัฐบาลกำลังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อปั้นแชมเปี้ยนรุ่นใหม่ในสาขา Biotech, AI และ Robotics

แผนใหญ่ระดับชาติ: 370 ล้านล้านเยน ใน 17 อุตสาหกรรม
ตามรายงานของ Nikkei Asia รัฐบาลญี่ปุ่นวางเป้าหมายดึงเม็ดเงินลงทุนรวมมากกว่า 370 ล้านล้านเยน หรือราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 82 ล้านล้านบาท) ครอบคลุม 17 อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย:
- หุ่นยนต์ขับเคลื่อนด้วย AI — เพื่อแก้ปัญหาแรงงานสูงอายุที่หนักหน่วงที่สุดในโลก
- เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) — ชิปประมวลผลที่เป็นหัวใจของทุกอุปกรณ์อัจฉริยะ
- การพัฒนายาและนวัตกรรมทางการแพทย์ — รวมถึง Biotech และการวิจัยยาใหม่
- รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Driving) — เทคโนโลยีขนส่งแห่งอนาคต
- พลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม — ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นี่ไม่ใช่แค่แผนลงทุนทั่วไป แต่คือการประกาศทิศทางอนาคตของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการว่าประเทศจะแข่งขันในเวทีโลกด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีลึก (Deep Tech) ไม่ใช่แค่สินค้าอุตสาหกรรมแบบเดิม

ทำไมญี่ปุ่นถึงต้องเปลี่ยน ตอนนี้?
คำถามสำคัญคือ ทำไมญี่ปุ่นที่เคยเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก ถึงต้องรีบเร่งเปลี่ยนแปลงขนาดนี้? คำตอบอยู่ที่ปัจจัยหลายอย่างที่สะสมกันมา
ประการแรกคือ ปัญหาประชากรสูงอายุ ญี่ปุ่นมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงที่สุดในโลก แรงงานลดลงต่อเนื่อง ดังนั้นหุ่นยนต์และ AI จึงไม่ใช่ตัวเลือก แต่คือความจำเป็นเร่งด่วน
ประการที่สองคือ การแข่งขันจากจีนและเกาหลี ที่แซงหน้าญี่ปุ่นในหลายอุตสาหกรรมที่เคยเป็นของญี่ปุ่น เช่น จอภาพ แบตเตอรี่ และเซมิคอนดักเตอร์บางประเภท
ประการที่สามคือ บทเรียนจากการพลาดคลื่น Digital ในช่วง 2000s ที่ญี่ปุ่นไม่ได้ผลิตแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้เลย ขณะที่สหรัฐฯ มี Google, Amazon, Facebook และจีนมี Alibaba, Tencent
"ญี่ปุ่นไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเสี่ยง การล้มเหลว และการลุกขึ้นใหม่ — ซึ่งนั่นแหละคือหัวใจของวัฒนธรรมสตาร์ทอัพ"

ซิลิคอนวัลเลย์บินมาโตเกียว: สัญญาณที่น่าสนใจ
การที่ Andreessen Horowitz (a16z) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุน VC ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เริ่มหันมาสนใจญี่ปุ่นอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณสำคัญมาก เพราะ VC เหล่านี้ไม่ลงทุนตามกระแส แต่ลงทุนตามโอกาส
สิ่งที่ดึงดูด VC จากต่างประเทศมาญี่ปุ่นในตอนนี้ประกอบด้วย:
- ฐานวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในสาขา Material Science, Robotics และ Biotech
- มหาวิทยาลัยชั้นนำ อย่าง University of Tokyo, Kyoto University ที่เริ่มมีโปรแกรม Startup-friendly มากขึ้น
- การสนับสนุนจากภาครัฐ ที่ชัดเจนและต่อเนื่องกว่าในอดีต
- ค่าเงินเยนที่อ่อนตัว ทำให้การลงทุนในสกุลดอลลาร์ได้เปรียบมากขึ้น
ถ้าเป็นพี่สยามเอง ได้ยินข่าวนี้แล้วรู้สึกสนใจมากครับ เพราะญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศที่ทำอะไรแบบครึ่งๆ กลางๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่ระบบทั้งระบบเริ่มขยับพร้อมกัน ทั้งรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย ผลที่ออกมามักจะน่าประหลาดใจเสมอ นึกถึงสมัยที่ญี่ปุ่นปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เลย

แล้วคนไทยได้อะไรจากเรื่องนี้?
อาจจะมีคนถามว่า เรื่องของญี่ปุ่นเกี่ยวอะไรกับเรา? จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องมากกว่าที่คิดครับ
ด้านโอกาสทางธุรกิจ: ไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของญี่ปุ่นมาหลายสิบปี บริษัทญี่ปุ่นลงทุนในไทยเป็นอันดับต้นๆ อยู่เสมอ เมื่อญี่ปุ่นเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม Deep Tech ก็มีโอกาสที่ห่วงโซ่การผลิตบางส่วนจะมาอยู่ในไทย โดยเฉพาะในเขต EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก)
ด้านตลาดงาน: บริษัทสตาร์ทอัพญี่ปุ่นที่เติบโตจะต้องการบุคลากรที่มีทักษะ ทั้งด้านวิศวกรรม AI, Biotech และ Robotics คนไทยที่มีทักษะเหล่านี้อาจมีโอกาสทำงานในบริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น
ด้านบทเรียนนโยบาย: ไทยเองกำลังพูดถึงการพัฒนา Startup Ecosystem เช่นกัน โมเดลของญี่ปุ่นที่รวมพลังระหว่างรัฐ-เอกชน-มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา
ด้านการลงทุน: สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีญี่ปุ่น ช่วงเวลานี้อาจน่าจับตามองเป็นพิเศษ แต่ต้องศึกษาความเสี่ยงด้วยนะครับ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ
ข้อสังเกตและสิ่งที่ต้องติดตาม
แม้แผนนี้จะฟังดูน่าตื่นเต้น แต่พี่สยามอยากตั้งข้อสังเกตไว้บางอย่างด้วยครับ
ความท้าทายเรื่องวัฒนธรรม: ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความมั่นคง การเปลี่ยนไปสู่วัฒนธรรมสตาร์ทอัพที่ยอมรับความล้มเหลวเป็นเรื่องปกตินั้นต้องใช้เวลา ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ด้วยนโยบายอย่างเดียว
ความเสี่ยงเรื่องฟองสบู่: เงินลงทุนขนาดใหญ่ที่ไหลเข้าพร้อมกัน บางครั้งสร้างความคาดหวังที่เกินความเป็นจริง ตัวเลข 2.3 ล้านล้านดอลลาร์นี้เป็นเป้าหมายการลงทุนรวม ไม่ใช่เงินรัฐบาลทั้งหมด จึงต้องติดตามว่าเงินเอกชนจะเข้ามาจริงแค่ไหน
การแข่งขันที่ดุเดือด: ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังลุกขึ้นมา จีนก็ไม่ได้หยุดนิ่ง และสหรัฐฯ ยังคงครองความได้เปรียบในหลายด้าน การแข่งขันในตลาด Deep Tech ระดับโลกนั้นโหดมากครับ

มุมมองพี่สยาม: นี่คือสัญญาณที่คนไทยควรเรียนรู้
ถ้ามองในภาพใหญ่ สิ่งที่ญี่ปุ่นกำลังทำอยู่คือการ "ออกแบบอนาคตของตัวเอง" อย่างมีระบบ ไม่ใช่การรอให้โอกาสมาเคาะประตู แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้โอกาสอยากเข้ามา
ไทยเองก็กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่ใกล้เคียงกัน เรามีปัญหาแรงงานสูงอายุเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เรามีนักวิจัยและวิศวกรที่มีความสามารถ แต่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของเรายังขาดการเชื่อมต่อที่แน่นแฟ้นระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และเงินลงทุน
บทเรียนจากญี่ปุ่นที่น่าเอาไปคิดต่อคือ การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เริ่มจากนโยบายหน้ากระดาษ แต่เริ่มจากการที่คนในระบบ ทั้งนักวิจัย นักศึกษา นักธุรกิจ และนักลงทุน เริ่มเชื่อมกันและเชื่อในทิศทางเดียวกัน
สำหรับคนไทยที่กำลังอยู่ในวงการ Tech, Biotech หรือ Robotics พี่สยามอยากแนะนำให้ลองจับตาดูสตาร์ทอัพญี่ปุ่นที่กำลังเติบโตไว้ด้วย อาจมีโอกาสร่วมมือ ร่วมลงทุน หรือแม้แต่ร่วมงานในอนาคตอันไม่ไกลนี้ครับ ส่วนใครที่กำลังเรียนอยู่และสนใจสาขา AI, Biotech หรือ Robotics ก็ขอบอกว่าเลือกถูกทางมากครับ โลกกำลังต้องการคนเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ





