ญี่ปุ่นทุ่ม 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ปั้นสตาร์ทอัพเทคโนโลยีลึก เดิมพันอนาคตประเทศครั้งใหญ่

พี่สยาม
พี่สยาม
เทคโนโลยี
ขนาดตัวอักษร
ญี่ปุ่นทุ่ม 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ปั้นสตาร์ทอัพเทคโนโลยีลึก เดิมพันอนาคตประเทศครั้งใหญ่

จากประเทศที่ไม่สนใจ Startup สู่การเดิมพันครั้งใหญ่ระดับโลก

ย้อนกลับไปช่วงปลายทศวรรษ 1990 Guido Appenzeller นักลงทุนชาวต่างชาติที่เดินทางมาญี่ปุ่น รู้สึกแปลกใจอย่างมากที่เห็นว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศนี้แทบไม่ให้ความสนใจกับการเป็นผู้ประกอบการเลย ห้องแล็บเต็มไปด้วยนักวิจัยเก่งๆ แต่ไม่มีใครคิดจะเอานวัตกรรมออกมาสร้างธุรกิจ

แต่วันนี้ ในฐานะพาร์ทเนอร์ของ Andreessen Horowitz (a16z) กองทุน Venture Capital ชั้นนำจากซิลิคอนวัลเลย์ เขากลับมองเห็นญี่ปุ่นที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มหาวิทยาลัยเริ่มหันมาสนใจการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ นักลงทุนต่างชาติหลั่งไหลเข้ามา และรัฐบาลกำลังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อปั้นแชมเปี้ยนรุ่นใหม่ในสาขา Biotech, AI และ Robotics

20260701 BA Venture capital in Japan img
20260701 BA Venture capital in Japan img

แผนใหญ่ระดับชาติ: 370 ล้านล้านเยน ใน 17 อุตสาหกรรม

ตามรายงานของ Nikkei Asia รัฐบาลญี่ปุ่นวางเป้าหมายดึงเม็ดเงินลงทุนรวมมากกว่า 370 ล้านล้านเยน หรือราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 82 ล้านล้านบาท) ครอบคลุม 17 อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย:

  • หุ่นยนต์ขับเคลื่อนด้วย AI — เพื่อแก้ปัญหาแรงงานสูงอายุที่หนักหน่วงที่สุดในโลก
  • เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) — ชิปประมวลผลที่เป็นหัวใจของทุกอุปกรณ์อัจฉริยะ
  • การพัฒนายาและนวัตกรรมทางการแพทย์ — รวมถึง Biotech และการวิจัยยาใหม่
  • รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Driving) — เทคโนโลยีขนส่งแห่งอนาคต
  • พลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม — ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นี่ไม่ใช่แค่แผนลงทุนทั่วไป แต่คือการประกาศทิศทางอนาคตของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการว่าประเทศจะแข่งขันในเวทีโลกด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีลึก (Deep Tech) ไม่ใช่แค่สินค้าอุตสาหกรรมแบบเดิม

Japan wants more startups. Its new visa rules say otherwise
Japan wants more startups. Its new visa rules say otherwise

ทำไมญี่ปุ่นถึงต้องเปลี่ยน ตอนนี้?

คำถามสำคัญคือ ทำไมญี่ปุ่นที่เคยเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก ถึงต้องรีบเร่งเปลี่ยนแปลงขนาดนี้? คำตอบอยู่ที่ปัจจัยหลายอย่างที่สะสมกันมา

ประการแรกคือ ปัญหาประชากรสูงอายุ ญี่ปุ่นมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงที่สุดในโลก แรงงานลดลงต่อเนื่อง ดังนั้นหุ่นยนต์และ AI จึงไม่ใช่ตัวเลือก แต่คือความจำเป็นเร่งด่วน

ประการที่สองคือ การแข่งขันจากจีนและเกาหลี ที่แซงหน้าญี่ปุ่นในหลายอุตสาหกรรมที่เคยเป็นของญี่ปุ่น เช่น จอภาพ แบตเตอรี่ และเซมิคอนดักเตอร์บางประเภท

ประการที่สามคือ บทเรียนจากการพลาดคลื่น Digital ในช่วง 2000s ที่ญี่ปุ่นไม่ได้ผลิตแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้เลย ขณะที่สหรัฐฯ มี Google, Amazon, Facebook และจีนมี Alibaba, Tencent

"ญี่ปุ่นไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเสี่ยง การล้มเหลว และการลุกขึ้นใหม่ — ซึ่งนั่นแหละคือหัวใจของวัฒนธรรมสตาร์ทอัพ"

Japan maps $2.3tn investment plan across 17 strategic sectors
Japan maps $2.3tn investment plan across 17 strategic sectors

ซิลิคอนวัลเลย์บินมาโตเกียว: สัญญาณที่น่าสนใจ

การที่ Andreessen Horowitz (a16z) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุน VC ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เริ่มหันมาสนใจญี่ปุ่นอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณสำคัญมาก เพราะ VC เหล่านี้ไม่ลงทุนตามกระแส แต่ลงทุนตามโอกาส

สิ่งที่ดึงดูด VC จากต่างประเทศมาญี่ปุ่นในตอนนี้ประกอบด้วย:

  • ฐานวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในสาขา Material Science, Robotics และ Biotech
  • มหาวิทยาลัยชั้นนำ อย่าง University of Tokyo, Kyoto University ที่เริ่มมีโปรแกรม Startup-friendly มากขึ้น
  • การสนับสนุนจากภาครัฐ ที่ชัดเจนและต่อเนื่องกว่าในอดีต
  • ค่าเงินเยนที่อ่อนตัว ทำให้การลงทุนในสกุลดอลลาร์ได้เปรียบมากขึ้น

ถ้าเป็นพี่สยามเอง ได้ยินข่าวนี้แล้วรู้สึกสนใจมากครับ เพราะญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศที่ทำอะไรแบบครึ่งๆ กลางๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่ระบบทั้งระบบเริ่มขยับพร้อมกัน ทั้งรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย ผลที่ออกมามักจะน่าประหลาดใจเสมอ นึกถึงสมัยที่ญี่ปุ่นปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เลย

Japan startup SolaNika to test tech for charging drones with lasers
Japan startup SolaNika to test tech for charging drones with lasers

แล้วคนไทยได้อะไรจากเรื่องนี้?

อาจจะมีคนถามว่า เรื่องของญี่ปุ่นเกี่ยวอะไรกับเรา? จริงๆ แล้วเกี่ยวข้องมากกว่าที่คิดครับ

ด้านโอกาสทางธุรกิจ: ไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของญี่ปุ่นมาหลายสิบปี บริษัทญี่ปุ่นลงทุนในไทยเป็นอันดับต้นๆ อยู่เสมอ เมื่อญี่ปุ่นเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม Deep Tech ก็มีโอกาสที่ห่วงโซ่การผลิตบางส่วนจะมาอยู่ในไทย โดยเฉพาะในเขต EEC (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก)

ด้านตลาดงาน: บริษัทสตาร์ทอัพญี่ปุ่นที่เติบโตจะต้องการบุคลากรที่มีทักษะ ทั้งด้านวิศวกรรม AI, Biotech และ Robotics คนไทยที่มีทักษะเหล่านี้อาจมีโอกาสทำงานในบริษัทญี่ปุ่นมากขึ้น

ด้านบทเรียนนโยบาย: ไทยเองกำลังพูดถึงการพัฒนา Startup Ecosystem เช่นกัน โมเดลของญี่ปุ่นที่รวมพลังระหว่างรัฐ-เอกชน-มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา

ด้านการลงทุน: สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีญี่ปุ่น ช่วงเวลานี้อาจน่าจับตามองเป็นพิเศษ แต่ต้องศึกษาความเสี่ยงด้วยนะครับ เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ

ข้อสังเกตและสิ่งที่ต้องติดตาม

แม้แผนนี้จะฟังดูน่าตื่นเต้น แต่พี่สยามอยากตั้งข้อสังเกตไว้บางอย่างด้วยครับ

ความท้าทายเรื่องวัฒนธรรม: ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นความมั่นคง การเปลี่ยนไปสู่วัฒนธรรมสตาร์ทอัพที่ยอมรับความล้มเหลวเป็นเรื่องปกตินั้นต้องใช้เวลา ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ด้วยนโยบายอย่างเดียว

ความเสี่ยงเรื่องฟองสบู่: เงินลงทุนขนาดใหญ่ที่ไหลเข้าพร้อมกัน บางครั้งสร้างความคาดหวังที่เกินความเป็นจริง ตัวเลข 2.3 ล้านล้านดอลลาร์นี้เป็นเป้าหมายการลงทุนรวม ไม่ใช่เงินรัฐบาลทั้งหมด จึงต้องติดตามว่าเงินเอกชนจะเข้ามาจริงแค่ไหน

การแข่งขันที่ดุเดือด: ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังลุกขึ้นมา จีนก็ไม่ได้หยุดนิ่ง และสหรัฐฯ ยังคงครองความได้เปรียบในหลายด้าน การแข่งขันในตลาด Deep Tech ระดับโลกนั้นโหดมากครับ

Tokyo startup to pitch neural-linked rehab abroad with fresh funds
Tokyo startup to pitch neural-linked rehab abroad with fresh funds

มุมมองพี่สยาม: นี่คือสัญญาณที่คนไทยควรเรียนรู้

ถ้ามองในภาพใหญ่ สิ่งที่ญี่ปุ่นกำลังทำอยู่คือการ "ออกแบบอนาคตของตัวเอง" อย่างมีระบบ ไม่ใช่การรอให้โอกาสมาเคาะประตู แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขให้โอกาสอยากเข้ามา

ไทยเองก็กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนที่ใกล้เคียงกัน เรามีปัญหาแรงงานสูงอายุเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เรามีนักวิจัยและวิศวกรที่มีความสามารถ แต่ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของเรายังขาดการเชื่อมต่อที่แน่นแฟ้นระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และเงินลงทุน

บทเรียนจากญี่ปุ่นที่น่าเอาไปคิดต่อคือ การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เริ่มจากนโยบายหน้ากระดาษ แต่เริ่มจากการที่คนในระบบ ทั้งนักวิจัย นักศึกษา นักธุรกิจ และนักลงทุน เริ่มเชื่อมกันและเชื่อในทิศทางเดียวกัน

สำหรับคนไทยที่กำลังอยู่ในวงการ Tech, Biotech หรือ Robotics พี่สยามอยากแนะนำให้ลองจับตาดูสตาร์ทอัพญี่ปุ่นที่กำลังเติบโตไว้ด้วย อาจมีโอกาสร่วมมือ ร่วมลงทุน หรือแม้แต่ร่วมงานในอนาคตอันไม่ไกลนี้ครับ ส่วนใครที่กำลังเรียนอยู่และสนใจสาขา AI, Biotech หรือ Robotics ก็ขอบอกว่าเลือกถูกทางมากครับ โลกกำลังต้องการคนเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook