Kyocera ทุ่ม 4 พันล้านดอลลาร์แข่ง Toto ชิงตลาดชิ้นส่วนเซรามิกสำหรับโรงงานผลิตชิปและ Data Center AI

พี่สยาม
พี่สยาม
เทคโนโลยี
ขนาดตัวอักษร
Kyocera ทุ่ม 4 พันล้านดอลลาร์แข่ง Toto ชิงตลาดชิ้นส่วนเซรามิกสำหรับโรงงานผลิตชิปและ Data Center AI

เมื่อเซรามิกกลายเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมชิปโลก

พูดถึงเซรามิก หลายคนคงนึกถึงกระเบื้องห้องน้ำหรือถ้วยชามในครัวเรือน แต่รู้ไหมว่าวัสดุชนิดเดียวกันนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และ Data Center ที่ขับเคลื่อนระบบ AI ที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ล่าสุด Kyocera บริษัทยักษ์ใหญ่จากเมือง Kyoto ประเทศญี่ปุ่น ประกาศแผนลงทุนมูลค่าสูงถึง 650,000 ล้านเยน หรือราว 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท) เพื่อพัฒนาธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด 2 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องจักรสำหรับผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และ Data Center สำหรับ AI

20260630N kyocera ceramic parts
20260630N kyocera ceramic parts

Kyocera คือใคร และทำไมถึงสำคัญ?

สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นชื่อ Kyocera ก่อตั้งขึ้นในปี 1959 เริ่มจากการผลิตชิ้นส่วนเซรามิกสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนที่ใครๆ จะรู้ว่ามันจะสำคัญขนาดนี้ ปัจจุบันบริษัทถือส่วนแบ่งตลาดที่โดดเด่นในกลุ่มชิ้นส่วนเซรามิกสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะทางที่มีผู้เล่นน้อยรายแต่มีมูลค่าสูงมาก

เซรามิกที่ใช้ในอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่เซรามิกธรรมดา แต่เป็น Advanced Ceramics หรือ "เซรามิกขั้นสูง" ที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษ เช่น ทนความร้อนสูง ทนสารเคมีกัดกร่อน มีความแม่นยำระดับไมโครเมตร และไม่ปล่อยอนุภาคที่อาจปนเปื้อนกระบวนการผลิตชิปที่ต้องการความสะอาดระดับสูงสุด

China chip material makers battle Japan rivals for $73bn market
China chip material makers battle Japan rivals for $73bn market

คู่แข่งตัวฉกาจ: Toto บริษัทผู้ผลิตสุขภัณฑ์ที่แปลงร่างเป็นเจ้าพ่อเซรามิกอุตสาหกรรม

ที่น่าสนใจมากก็คือคู่แข่งหลักของ Kyocera ในตลาดนี้ไม่ใช่บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกัน แต่เป็น Toto บริษัทที่คนไทยรู้จักในฐานะผู้ผลิตชักโครกและสุขภัณฑ์คุณภาพสูงจากญี่ปุ่น

ฟังดูแปลกไหม? จริงๆ แล้วไม่แปลกเลย เพราะ Toto มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเซรามิกขั้นสูงมายาวนาน และได้หันมาขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ Diversification (การกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ) ที่ชาญฉลาดมาก เพราะใช้ Core Competency (ความสามารถหลัก) เดิมที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดในตลาดที่มีมูลค่าสูงกว่า

การที่ Kyocera ประกาศลงทุนครั้งใหญ่ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าบริษัทตั้งใจจะรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดของตัวเองในสมรภูมิที่กำลังร้อนระอุนี้

Japan's Toto to invest $495m in chip materials, targeting 1-nm era
Japan's Toto to invest $495m in chip materials, targeting 1-nm era

ทำไมตลาดนี้ถึงน่าสนใจมากขนาดนี้?

คำตอบสั้นๆ คือ AI และเซมิคอนดักเตอร์กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด ลองดูตัวเลขประกอบ

  • ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลก มีมูลค่าทะลุ 600,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
  • การลงทุนใน Data Center ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากความต้องการประมวลผล AI โดยบริษัทอย่าง Microsoft, Google, Amazon และ Meta ต่างประกาศงบลงทุนรวมกันหลายแสนล้านดอลลาร์
  • เครื่องจักรผลิตชิป อย่าง EUV Lithography (เครื่องฉายแสงอัลตราไวโอเลตสุดขีดสำหรับแกะสลักวงจรบนชิป) ของ ASML จากเนเธอร์แลนด์ ต้องใช้ชิ้นส่วนเซรามิกขั้นสูงจำนวนมาก

ทุกโรงงานผลิตชิปใหม่ที่เปิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น TSMC ในสหรัฐและญี่ปุ่น, Samsung ในเกาหลีและสหรัฐ, หรือโรงงานแห่งใหม่ในยุโรป ล้วนต้องการเครื่องจักรที่ใช้ชิ้นส่วนเซรามิกเหล่านี้ทั้งนั้น นั่นหมายความว่า Kyocera และ Toto กำลังนั่งอยู่บน "ขุมทรัพย์" ที่กำลังโตขึ้นทุกวัน

Nikon to take on ASML with low-priced chipmaking equipment: CEO
Nikon to take on ASML with low-priced chipmaking equipment: CEO

มุมมองพี่สยาม: เรื่องนี้สะกิดใจตรงไหน?

ถ้าพี่สยามต้องพูดตรงๆ เรื่องนี้มันทำให้นึกถึงคำพูดที่ว่า "ในยุคตื่นทอง คนที่รวยที่สุดไม่ใช่คนขุดทอง แต่คือคนขายจอบและพลั่ว" Kyocera กับ Toto ไม่ได้แข่งกันผลิตชิป แต่พวกเขากำลังขายอุปกรณ์ที่ทุกคนต้องใช้เพื่อผลิตชิปนั่นเอง

ที่น่าประทับใจมากสำหรับพี่สยามคือการที่ญี่ปุ่นไม่ได้แข่งขันในสงครามชิปด้วยการผลิตชิปเองโดยตรง แต่เลือกหา Niche (ตลาดเฉพาะทาง) ที่ตัวเองทำได้ดีที่สุดและยากที่ใครจะมาแทนที่ได้ง่ายๆ นี่คือบทเรียนทางธุรกิจที่น่าคิดจริงๆ

และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ Toto บริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องชักโครกอัจฉริยะ กลับกลายเป็นผู้เล่นหลักในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมที่ไฮเทคที่สุดในโลก มันพิสูจน์ว่า "ความเชี่ยวชาญ" ในวัสดุพื้นฐานมีคุณค่ามหาศาลในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว

Japan puts startup ambitions at center of $2.3tn tech strategy
Japan puts startup ambitions at center of $2.3tn tech strategy

แล้วคนไทยได้รับผลกระทบอะไรบ้าง?

อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วใกล้กว่าที่คิดมาก

ด้านการลงทุนและอุตสาหกรรม: ไทยกำลังพยายามดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 และ EEC (Eastern Economic Corridor) หากซัพพลายเชนของเซมิคอนดักเตอร์ขยายตัวมายังอาเซียน ไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนเกี่ยวเนื่อง

ด้านราคาสินค้าเทคโนโลยี: สงครามแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดระหว่าง Kyocera กับ Toto ในระยะยาวอาจทำให้ชิ้นส่วนเหล่านี้มีราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น ซึ่งโดยอ้อมอาจช่วยให้ต้นทุนการผลิตชิปลดลงและส่งผลต่อราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต

ด้านการศึกษาและอาชีพ: สำหรับนักศึกษาหรือวิศวกรไทยที่สนใจสาย Materials Engineering (วิศวกรรมวัสดุ) หรือ Ceramic Engineering (วิศวกรรมเซรามิก) นี่คือสัญญาณว่าตลาดงานในสาขานี้กำลังเติบโตระดับโลก ไม่ใช่แค่งานในโรงงานกระเบื้องอีกต่อไป

ด้านนักลงทุน: บทเรียนจาก Kyocera และ Toto ชี้ให้เห็นว่าการมองหา "Enabler" หรือบริษัทที่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบสำคัญให้กับอุตสาหกรรมเติบโตสูง อาจเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจกว่าการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีหน้าฉากโดยตรง

Activist investor homes in on Japan's Ajinomoto as chip-related stock
Activist investor homes in on Japan's Ajinomoto as chip-related stock

บทเรียนที่อยากฝากไว้

เรื่องของ Kyocera กับ Toto สะท้อนให้เห็นความจริงสำคัญในโลกธุรกิจและเทคโนโลยียุคนี้ว่า ไม่ใช่แค่บริษัทที่หน้าตาไฮเทคเท่านั้นที่จะได้ประโยชน์จากกระแส AI และเซมิคอนดักเตอร์ แต่ผู้ที่ผลิตวัสดุพื้นฐานที่จำเป็นอย่างแท้จริง มักมีอำนาจต่อรองและความมั่นคงในระยะยาวมากกว่า

ตามรายงานของ Nikkei Asia ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลต้นฉบับของบทความนี้ Kyocera วางแผนกระจายการลงทุน 650,000 ล้านเยนนี้ไปในธุรกิจหลายส่วน โดยเน้นหนักที่ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์และ Data Center เป็นหลัก นับว่าเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ที่สะท้อนความมั่นใจของบริษัทต่อทิศทางของโลกในทศวรรษหน้า

สำหรับพี่สยาม มองว่าการแข่งขันระหว่าง Kyocera กับ Toto ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมมักเกิดขึ้นในที่ที่เราไม่คาดคิด และบางครั้งบริษัทที่ผลิตชักโครกอาจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างชิปรุ่นต่อไปของโลกก็ได้

"ในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน ไม่มีอุตสาหกรรมไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน — สิ่งที่เราเลือกเชี่ยวชาญวันนี้ อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในวันข้างหน้า"

ติดตามความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI ต่อไปนะครับ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจรอเราอยู่ — พี่สยาม ViralSiam

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook