เมื่อจีนตัดสินใจไม่ง้อใคร
ถ้าพูดถึงเรื่องชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงการที่สหรัฐฯ แบนการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีน แต่มีอีกหนึ่งสงครามที่เงียบกว่า ลึกกว่า และส่งผลระยะยาวกว่ามาก นั่นคือสงครามแย่งชิงตลาด "วัสดุที่ใช้ทำชิป" ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท และตอนนี้ผู้ผลิตจากจีนกำลังลุกขึ้นมาท้าทายบริษัทญี่ปุ่นที่ครองตลาดนี้มานานหลายทศวรรษอย่างจริงจัง

ตลาดที่ญี่ปุ่นครองมาตลอด ตอนนี้เริ่มสั่นคลอน
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า "วัสดุชิป" ในที่นี้คืออะไร พูดง่ายๆ คือทุกอย่างที่ใช้ในกระบวนการผลิตชิปนอกจากตัวเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นแผ่น Silicon Wafer (แผ่นซิลิกอนบางๆ ที่เป็นฐานของชิป), สารเคมีเฉพาะทาง, ก๊าซพิเศษ, วัสดุที่ใช้ห่อหุ้มชิป (Packaging Material) และผ้าใยแก้ว (Glass Cloth) ที่ใช้ในแผงวงจร PCB เป็นต้น
บริษัทญี่ปุ่นอย่าง Nittobo, Shin-Etsu Chemical, JSR และอีกหลายบริษัท ครองตลาดนี้มานานมาก เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่สั่งสมมาหลายสิบปี คุณภาพสูง และมีสายสัมพันธ์กับผู้ผลิตชิปรายใหญ่ทั่วโลก แต่ตอนนี้บริษัทจีนอย่าง Guangyuan New Material กำลังขยายกำลังการผลิตผ้าใยแก้วสำหรับการบรรจุหุ้มชิป AI โดยเฉพาะ และนั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าการแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
ทำไม AI ถึงเป็นตัวจุดชนวน?
การบูมของ AI ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้ความต้องการชิปประมวลผลขั้นสูงพุ่งสูงลิ่ว และตามมาด้วยความต้องการวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิตและบรรจุหุ้มชิปเหล่านั้น โดยเฉพาะ "Advanced Packaging" หรือการบรรจุหุ้มชิปขั้นสูง ซึ่งเป็นกระบวนการที่นำชิปหลายตัวมาวางซ้อนหรือเรียงกันเพื่อให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

กระบวนการนี้ต้องการวัสดุคุณภาพสูงมากเป็นพิเศษ ทั้งความบางเฉียบของผ้าใยแก้ว ความสม่ำเสมอของสารเคมี และความแม่นยำของทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทญี่ปุ่นเคยได้เปรียบมาตลอด แต่จีนกำลังทุ่มเงินอย่างหนักเพื่อปิดช่องว่างนี้
จีนทุ่มเงินเท่าไหร่ และมีแผนอย่างไร?
นโยบาย "การพึ่งพาตัวเองด้านเซมิคอนดักเตอร์" ของรัฐบาลจีนไม่ใช่แค่คำพูด แต่มาพร้อมกับการสนับสนุนทางการเงินมหาศาล กองทุน National Integrated Circuit Industry Investment Fund หรือที่รู้จักในชื่อ "Big Fund" มีเงินทุนรวมกว่า 47,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนหนึ่งของเงินก้อนนี้ถูกนำไปลงทุนในบริษัทวัสดุชิปโดยตรง
บริษัทอย่าง Guangyuan New Material ไม่ได้แค่ขยายโรงงาน แต่ยังลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้วัสดุที่มีสมบัติใกล้เคียงหรือดีกว่าของญี่ปุ่น ในราคาที่แข่งขันได้ นี่คือสูตรสำเร็จเดิมของจีนที่ใช้ได้ผลในอุตสาหกรรมอื่นๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ EV หรือเหล็กกล้า

ญี่ปุ่นไม่ได้นั่งดูอย่างเดียว
แน่นอนว่าบริษัทญี่ปุ่นก็ไม่ได้นิ่งเฉย Nittobo และคู่แข่งญี่ปุ่นรายอื่นยังคงได้เปรียบด้านชื่อเสียง ประสบการณ์ และความสัมพันธ์กับลูกค้ารายใหญ่อย่าง TSMC, Samsung และ Intel สิ่งที่ญี่ปุ่นทำคือการเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นถัดไปที่ซับซ้อนกว่า เพื่อรักษาความได้เปรียบในตลาดระดับสูงสุด ขณะที่ยอมให้จีนเข้ามาแชร์ตลาดระดับกลางและล่างได้บ้าง
แต่ปัญหาคือ ถ้าจีนสามารถพัฒนาคุณภาพมาได้เรื่อยๆ วันหนึ่งก็อาจบุกตลาดระดับสูงได้เช่นกัน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ มาแล้ว
มุมมองพี่สยาม: สงครามที่เราไม่ควรมองข้าม
พูดตรงๆ เลยนะ เรื่องนี้ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าไกลตัว ก็เข้าใจได้ แต่ถ้าเราลองคิดดูว่า ทุกอย่างที่เราใช้ทุกวันนี้ ตั้งแต่มือถือ แล็ปท็อป รถยนต์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ล้วนมีชิปอยู่ข้างใน และชิปเหล่านั้นต้องใช้วัสดุที่กำลังถูกแย่งชิงกันอยู่ตอนนี้ มันก็ใกล้ตัวขึ้นมาทันที ถ้าเป็นพี่เอง คิดว่าสงครามครั้งนี้น่าจับตามากกว่าข่าวชิปทั่วไปเยอะเลย เพราะมันกระทบห่วงโซ่อุปทานทั้งโลก

ผลกระทบต่อคนไทยและอุตสาหกรรมไทย
คำถามที่พี่อยากให้ลองคิดตามคือ แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับเราอย่างไร? คำตอบสั้นๆ คือ เกี่ยวมากกว่าที่คิด ด้วยเหตุผลหลายข้อ
- ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานชิปโลก: ไทยมีโรงงานผลิตและประกอบชิปของบริษัทระดับโลกหลายแห่ง รวมถึงผู้ผลิตแผงวงจรและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกไปทั่วโลก ถ้าราคาวัสดุเปลี่ยนแปลง หรือมีการปรับห่วงโซ่อุปทาน โรงงานในไทยก็ได้รับผลกระทบโดยตรง
- โอกาสที่จีนเสนอ: ถ้าจีนสามารถผลิตวัสดุชิปคุณภาพสูงในราคาที่ถูกลง อาจทำให้ต้นทุนการผลิตในโรงงานประกอบชิปที่อยู่ในไทยลดลงด้วย แต่ต้องรอดูว่าคุณภาพจะเป็นอย่างไร
- ความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว: ถ้าตลาดวัสดุชิปถูกครองโดยจีนมากขึ้น และเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง ห่วงโซ่อุปทานก็อาจสั่นคลอนได้อีก
- นักลงทุนไทยในตลาดหุ้น: บริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย อาจได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบจากการเปลี่ยนแปลงนี้

สัญญาณที่ต้องจับตาในปี 2025-2026
ตามรายงานของ Nikkei Asia ที่เป็นแหล่งข่าวหลักในเรื่องนี้ การแข่งขันระหว่างจีนและญี่ปุ่นในตลาดวัสดุชิปกำลังเข้าสู่ช่วงเร่งด่วน มีจุดสำคัญที่ควรติดตาม ดังนี้
- การรับรองมาตรฐาน (Qualification): วัสดุที่จะใช้ในสายการผลิตชิปต้องผ่านการทดสอบและรับรองจากผู้ผลิตชิปก่อน กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายปี ดังนั้นต้องติดตามว่าบริษัทจีนจะผ่านด่านนี้ได้เมื่อไหร่
- มาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ และพันธมิตร: มีโอกาสที่สหรัฐฯ อาจออกมาตรการจำกัดการส่งออกวัสดุชิปไปจีน เหมือนที่ญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์เคยทำกับเครื่องจักรผลิตชิป
- ราคาในตลาดโลก: ถ้าจีนเข้ามาแข่งได้จริง ราคาวัสดุชิปทั่วโลกอาจปรับลดลง ซึ่งดีสำหรับผู้ซื้อ แต่กระทบรายได้บริษัทญี่ปุ่น
แนะนำวิธีใช้ประโยชน์จากข่าวนี้
สำหรับคนที่สนใจและอยากใช้ประโยชน์จากความรู้เรื่องนี้ พี่มีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ
- นักลงทุน: ลองศึกษาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายได้จากการส่งออกชิ้นส่วนหรือแผงวงจร เพราะอาจได้รับผลดีถ้าต้นทุนวัสดุลดลง แต่ต้องศึกษาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ
- คนในอุตสาหกรรม: ถ้าทำงานในสายการผลิตอิเล็กทรอนิกส์หรือเซมิคอนดักเตอร์ในไทย ลองติดตามข่าวซัพพลายเออร์ใหม่จากจีน อาจมีโอกาสธุรกิจที่น่าสนใจ
- คนทั่วไป: ทำความเข้าใจว่าราคามือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงตามผลของสงครามวัสดุชิปนี้

ท้ายที่สุด: โลกที่ไม่มีใครชนะคนเดียว
พี่มองว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีผลแพ้ชนะชัดเจนในระยะสั้น จีนอาจสามารถพัฒนาวัสดุชิปขั้นสูงได้ในที่สุด เหมือนที่เคยทำสำเร็จในหลายอุตสาหกรรม แต่ก็ต้องใช้เวลา และในระหว่างนั้น ญี่ปุ่นก็จะไม่หยุดพัฒนาเช่นกัน
สิ่งที่แน่ใจได้คือ ตลาดวัสดุชิปมูลค่า 73,000 ล้านดอลลาร์นี้จะมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ และท้ายที่สุดผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดอาจไม่ใช่จีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นผู้ซื้อทั่วโลก รวมถึงอุตสาหกรรมในไทย ที่จะมีตัวเลือกมากขึ้นและอาจได้วัสดุในราคาที่ดีขึ้น
แต่ถ้าให้เดา พี่คิดว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจีนจะแซงญี่ปุ่นได้ในเร็วๆ นี้ เพราะคุณภาพของวัสดุชิปขั้นสูงนั้นต้องพิสูจน์ในสายการผลิตจริงๆ ซึ่งใช้เวลานานมาก เรื่องนี้ยังต้องรอข้อมูลและผลการทดสอบเพิ่มเติมอีกมาก แต่สิ่งที่แน่ใจได้ตอนนี้คือ การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของเทคโนโลยีโลกในทศวรรษหน้า




