จีนท้าชนญี่ปุ่นในตลาดวัสดุชิป 2.4 ล้านล้านบาท ใครจะได้ครองโลกเซมิคอนดักเตอร์?

พี่สยาม
พี่สยาม
เทคโนโลยี
ขนาดตัวอักษร
จีนท้าชนญี่ปุ่นในตลาดวัสดุชิป 2.4 ล้านล้านบาท ใครจะได้ครองโลกเซมิคอนดักเตอร์?

เมื่อจีนตัดสินใจไม่ง้อใคร

ถ้าพูดถึงเรื่องชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่อาจนึกถึงการที่สหรัฐฯ แบนการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีน แต่มีอีกหนึ่งสงครามที่เงียบกว่า ลึกกว่า และส่งผลระยะยาวกว่ามาก นั่นคือสงครามแย่งชิงตลาด "วัสดุที่ใช้ทำชิป" ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 73,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท และตอนนี้ผู้ผลิตจากจีนกำลังลุกขึ้นมาท้าทายบริษัทญี่ปุ่นที่ครองตลาดนี้มานานหลายทศวรรษอย่างจริงจัง

20260630N china semiconductor materials
20260630N china semiconductor materials

ตลาดที่ญี่ปุ่นครองมาตลอด ตอนนี้เริ่มสั่นคลอน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า "วัสดุชิป" ในที่นี้คืออะไร พูดง่ายๆ คือทุกอย่างที่ใช้ในกระบวนการผลิตชิปนอกจากตัวเครื่องจักร ไม่ว่าจะเป็นแผ่น Silicon Wafer (แผ่นซิลิกอนบางๆ ที่เป็นฐานของชิป), สารเคมีเฉพาะทาง, ก๊าซพิเศษ, วัสดุที่ใช้ห่อหุ้มชิป (Packaging Material) และผ้าใยแก้ว (Glass Cloth) ที่ใช้ในแผงวงจร PCB เป็นต้น

บริษัทญี่ปุ่นอย่าง Nittobo, Shin-Etsu Chemical, JSR และอีกหลายบริษัท ครองตลาดนี้มานานมาก เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่สั่งสมมาหลายสิบปี คุณภาพสูง และมีสายสัมพันธ์กับผู้ผลิตชิปรายใหญ่ทั่วโลก แต่ตอนนี้บริษัทจีนอย่าง Guangyuan New Material กำลังขยายกำลังการผลิตผ้าใยแก้วสำหรับการบรรจุหุ้มชิป AI โดยเฉพาะ และนั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าการแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย

ทำไม AI ถึงเป็นตัวจุดชนวน?

การบูมของ AI ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้ความต้องการชิปประมวลผลขั้นสูงพุ่งสูงลิ่ว และตามมาด้วยความต้องการวัสดุที่ใช้ในกระบวนการผลิตและบรรจุหุ้มชิปเหล่านั้น โดยเฉพาะ "Advanced Packaging" หรือการบรรจุหุ้มชิปขั้นสูง ซึ่งเป็นกระบวนการที่นำชิปหลายตัวมาวางซ้อนหรือเรียงกันเพื่อให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

Japan glassmakers Asahi Kasei, AGC retool to ride surging AI chip demand
Japan glassmakers Asahi Kasei, AGC retool to ride surging AI chip demand

กระบวนการนี้ต้องการวัสดุคุณภาพสูงมากเป็นพิเศษ ทั้งความบางเฉียบของผ้าใยแก้ว ความสม่ำเสมอของสารเคมี และความแม่นยำของทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทญี่ปุ่นเคยได้เปรียบมาตลอด แต่จีนกำลังทุ่มเงินอย่างหนักเพื่อปิดช่องว่างนี้

จีนทุ่มเงินเท่าไหร่ และมีแผนอย่างไร?

นโยบาย "การพึ่งพาตัวเองด้านเซมิคอนดักเตอร์" ของรัฐบาลจีนไม่ใช่แค่คำพูด แต่มาพร้อมกับการสนับสนุนทางการเงินมหาศาล กองทุน National Integrated Circuit Industry Investment Fund หรือที่รู้จักในชื่อ "Big Fund" มีเงินทุนรวมกว่า 47,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนหนึ่งของเงินก้อนนี้ถูกนำไปลงทุนในบริษัทวัสดุชิปโดยตรง

บริษัทอย่าง Guangyuan New Material ไม่ได้แค่ขยายโรงงาน แต่ยังลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง เพื่อให้ได้วัสดุที่มีสมบัติใกล้เคียงหรือดีกว่าของญี่ปุ่น ในราคาที่แข่งขันได้ นี่คือสูตรสำเร็จเดิมของจีนที่ใช้ได้ผลในอุตสาหกรรมอื่นๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ EV หรือเหล็กกล้า

Activist investor homes in on Japan's Ajinomoto as chip-related stock
Activist investor homes in on Japan's Ajinomoto as chip-related stock

ญี่ปุ่นไม่ได้นั่งดูอย่างเดียว

แน่นอนว่าบริษัทญี่ปุ่นก็ไม่ได้นิ่งเฉย Nittobo และคู่แข่งญี่ปุ่นรายอื่นยังคงได้เปรียบด้านชื่อเสียง ประสบการณ์ และความสัมพันธ์กับลูกค้ารายใหญ่อย่าง TSMC, Samsung และ Intel สิ่งที่ญี่ปุ่นทำคือการเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์รุ่นถัดไปที่ซับซ้อนกว่า เพื่อรักษาความได้เปรียบในตลาดระดับสูงสุด ขณะที่ยอมให้จีนเข้ามาแชร์ตลาดระดับกลางและล่างได้บ้าง

แต่ปัญหาคือ ถ้าจีนสามารถพัฒนาคุณภาพมาได้เรื่อยๆ วันหนึ่งก็อาจบุกตลาดระดับสูงได้เช่นกัน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ มาแล้ว

มุมมองพี่สยาม: สงครามที่เราไม่ควรมองข้าม

พูดตรงๆ เลยนะ เรื่องนี้ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าไกลตัว ก็เข้าใจได้ แต่ถ้าเราลองคิดดูว่า ทุกอย่างที่เราใช้ทุกวันนี้ ตั้งแต่มือถือ แล็ปท็อป รถยนต์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ล้วนมีชิปอยู่ข้างใน และชิปเหล่านั้นต้องใช้วัสดุที่กำลังถูกแย่งชิงกันอยู่ตอนนี้ มันก็ใกล้ตัวขึ้นมาทันที ถ้าเป็นพี่เอง คิดว่าสงครามครั้งนี้น่าจับตามากกว่าข่าวชิปทั่วไปเยอะเลย เพราะมันกระทบห่วงโซ่อุปทานทั้งโลก

Japan's Toto to invest $495m in chip materials, targeting 1-nm era
Japan's Toto to invest $495m in chip materials, targeting 1-nm era

ผลกระทบต่อคนไทยและอุตสาหกรรมไทย

คำถามที่พี่อยากให้ลองคิดตามคือ แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับเราอย่างไร? คำตอบสั้นๆ คือ เกี่ยวมากกว่าที่คิด ด้วยเหตุผลหลายข้อ

  • ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานชิปโลก: ไทยมีโรงงานผลิตและประกอบชิปของบริษัทระดับโลกหลายแห่ง รวมถึงผู้ผลิตแผงวงจรและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกไปทั่วโลก ถ้าราคาวัสดุเปลี่ยนแปลง หรือมีการปรับห่วงโซ่อุปทาน โรงงานในไทยก็ได้รับผลกระทบโดยตรง
  • โอกาสที่จีนเสนอ: ถ้าจีนสามารถผลิตวัสดุชิปคุณภาพสูงในราคาที่ถูกลง อาจทำให้ต้นทุนการผลิตในโรงงานประกอบชิปที่อยู่ในไทยลดลงด้วย แต่ต้องรอดูว่าคุณภาพจะเป็นอย่างไร
  • ความเสี่ยงจากการพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว: ถ้าตลาดวัสดุชิปถูกครองโดยจีนมากขึ้น และเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง ห่วงโซ่อุปทานก็อาจสั่นคลอนได้อีก
  • นักลงทุนไทยในตลาดหุ้น: บริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย อาจได้รับผลกระทบทั้งบวกและลบจากการเปลี่ยนแปลงนี้
Nippon Electric Glass looks to supply material for rumored foldable iPhone
Nippon Electric Glass looks to supply material for rumored foldable iPhone

สัญญาณที่ต้องจับตาในปี 2025-2026

ตามรายงานของ Nikkei Asia ที่เป็นแหล่งข่าวหลักในเรื่องนี้ การแข่งขันระหว่างจีนและญี่ปุ่นในตลาดวัสดุชิปกำลังเข้าสู่ช่วงเร่งด่วน มีจุดสำคัญที่ควรติดตาม ดังนี้

  • การรับรองมาตรฐาน (Qualification): วัสดุที่จะใช้ในสายการผลิตชิปต้องผ่านการทดสอบและรับรองจากผู้ผลิตชิปก่อน กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายปี ดังนั้นต้องติดตามว่าบริษัทจีนจะผ่านด่านนี้ได้เมื่อไหร่
  • มาตรการตอบโต้จากสหรัฐฯ และพันธมิตร: มีโอกาสที่สหรัฐฯ อาจออกมาตรการจำกัดการส่งออกวัสดุชิปไปจีน เหมือนที่ญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์เคยทำกับเครื่องจักรผลิตชิป
  • ราคาในตลาดโลก: ถ้าจีนเข้ามาแข่งได้จริง ราคาวัสดุชิปทั่วโลกอาจปรับลดลง ซึ่งดีสำหรับผู้ซื้อ แต่กระทบรายได้บริษัทญี่ปุ่น

แนะนำวิธีใช้ประโยชน์จากข่าวนี้

สำหรับคนที่สนใจและอยากใช้ประโยชน์จากความรู้เรื่องนี้ พี่มีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ

  • นักลงทุน: ลองศึกษาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยเฉพาะบริษัทที่มีรายได้จากการส่งออกชิ้นส่วนหรือแผงวงจร เพราะอาจได้รับผลดีถ้าต้นทุนวัสดุลดลง แต่ต้องศึกษาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ
  • คนในอุตสาหกรรม: ถ้าทำงานในสายการผลิตอิเล็กทรอนิกส์หรือเซมิคอนดักเตอร์ในไทย ลองติดตามข่าวซัพพลายเออร์ใหม่จากจีน อาจมีโอกาสธุรกิจที่น่าสนใจ
  • คนทั่วไป: ทำความเข้าใจว่าราคามือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลงตามผลของสงครามวัสดุชิปนี้
Apple supplier Nittobo to roll out improved glass cloth crucial to AI chips
Apple supplier Nittobo to roll out improved glass cloth crucial to AI chips

ท้ายที่สุด: โลกที่ไม่มีใครชนะคนเดียว

พี่มองว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีผลแพ้ชนะชัดเจนในระยะสั้น จีนอาจสามารถพัฒนาวัสดุชิปขั้นสูงได้ในที่สุด เหมือนที่เคยทำสำเร็จในหลายอุตสาหกรรม แต่ก็ต้องใช้เวลา และในระหว่างนั้น ญี่ปุ่นก็จะไม่หยุดพัฒนาเช่นกัน

สิ่งที่แน่ใจได้คือ ตลาดวัสดุชิปมูลค่า 73,000 ล้านดอลลาร์นี้จะมีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ และท้ายที่สุดผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดอาจไม่ใช่จีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นผู้ซื้อทั่วโลก รวมถึงอุตสาหกรรมในไทย ที่จะมีตัวเลือกมากขึ้นและอาจได้วัสดุในราคาที่ดีขึ้น

แต่ถ้าให้เดา พี่คิดว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจีนจะแซงญี่ปุ่นได้ในเร็วๆ นี้ เพราะคุณภาพของวัสดุชิปขั้นสูงนั้นต้องพิสูจน์ในสายการผลิตจริงๆ ซึ่งใช้เวลานานมาก เรื่องนี้ยังต้องรอข้อมูลและผลการทดสอบเพิ่มเติมอีกมาก แต่สิ่งที่แน่ใจได้ตอนนี้คือ การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของเทคโนโลยีโลกในทศวรรษหน้า

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook