คืนวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้หงเฉียวเรียบร้อยแล้ว ตามเวลาท้องถิ่น 22.20 น. นับเป็นการเปิดฉากภารกิจเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเยือนเชิงสัญลักษณ์ แต่มีวาระสำคัญรอบด้านที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
ภารกิจ 3 เมือง ครอบคลุมทั้งการค้า เทคโนโลยี และการเมืองระหว่างประเทศ
ตามรายงานของมติชนออนไลน์ การเยือนครั้งนี้ครอบคลุมถึง 3 เมืองหลักของจีน ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งด้านการค้า การลงทุน รวมถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง

เมื่อเดินทางถึง มีนายเฉิน เจี๋ย รองนายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ และนายสวี ข่าย รองอธิบดีสำนักงานต่างประเทศนครเซี่ยงไฮ้ ให้การต้อนรับ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าฝ่ายจีนให้ความสำคัญกับการมาเยือนครั้งนี้อย่างจริงจัง
17 กรกฎาคม วันแรกเต็มของภารกิจ — อัดแน่นตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.รัชดา ธนาดิเรก เปิดเผยรายละเอียดตารางงานวันที่ 17 กรกฎาคม ว่ามีกำหนดการที่น่าสนใจหลายจุด ดังนี้

- ช่วงเช้า: นายกฯ จะเข้าร่วมพิธีเปิดและกล่าวถ้อยแถลงในงาน 2026 World Artificial Intelligence Conference หรือการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก ค.ศ. 2026 ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้นำด้าน AI (ปัญญาประดิษฐ์) จากทั่วโลก
- หารือทวิภาคี: พบปะกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
- เยี่ยมชม AgiBot: เข้าพบหารือกับผู้บริหารของบริษัท AgiBot บริษัทเทคโนโลยีและหุ่นยนต์สัญชาติจีนที่กำลังมาแรงในวงการ
- ช่วงบ่าย: เข้าเยี่ยมคารวะนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุดของการเยือนครั้งนี้
- ช่วงค่ำ: นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ขอเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน
ความรู้สึกของพี่สยามต่อข่าวนี้
พูดตรงๆ เลยนะครับ ถ้าเราลองมองภาพใหญ่ การที่นายกฯ ไทยได้เข้าพบประธานาธิบดีของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างจีน ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการค้า ถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตาสำหรับเราๆ คนไทยธรรมดาเช่นกัน
สิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือการที่นายกฯ ไปร่วมเวที AI โลก และเยี่ยมชมบริษัทหุ่นยนต์อย่าง AgiBot ซึ่งสะท้อนว่าไทยกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีในภูมิภาคนี้ — แต่จะได้ผลจริงแค่ไหน ต้องรอดูผลที่เป็นรูปธรรมกันต่อไปครับ

ผลกระทบต่อคนไทย — ใครได้ประโยชน์บ้าง?
การเยือนจีนระดับนายกรัฐมนตรีแบบนี้ โดยทั่วไปมักส่งผลต่อคนไทยในหลายมิติ ได้แก่
- ภาคธุรกิจและการส่งออก: ถ้าหารือเรื่องการค้าได้ผล อาจมีการลดอุปสรรคการส่งออกสินค้าไทยไปจีน ทั้งผลไม้ อาหาร และสินค้าเกษตร ซึ่งส่งผลดีต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการโดยตรง
- ภาคการลงทุน: หากมีข้อตกลงดึงดูดนักลงทุนจีนเข้ามาในไทย อาจเกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น EV (รถยนต์ไฟฟ้า) หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยี
- ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม: ความร่วมมือด้าน AI และหุ่นยนต์ อาจนำมาซึ่งโอกาสให้คนรุ่นใหม่ไทยได้พัฒนาทักษะหรือทำงานร่วมกับบริษัทเทคฯ จีน
- นักท่องเที่ยว: ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมักส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งดีต่อธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในไทย
สิ่งที่ควรติดตามต่อจากนี้
การเยือนระดับผู้นำประเทศมักมีทั้ง "สิ่งที่ประกาศในที่สาธารณะ" และ "ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจริงๆ" ซึ่งอาจไม่ตรงกันเสมอไป สิ่งที่น่าติดตามหลังการเยือนครั้งนี้มีดังนี้
- มีการลงนาม MOU (บันทึกความเข้าใจ) หรือข้อตกลงใดบ้าง และครอบคลุมเรื่องอะไร
- ผลการหารือกับ ปธน.สี จิ้นผิง ออกมาในทิศทางใด โดยเฉพาะในเรื่องการค้าและการลงทุน
- โครงการความร่วมมือด้าน AI หรือหุ่นยนต์ที่อาจเกิดขึ้นจริงในไทยมีหน้าตาเป็นอย่างไร
- มีนโยบายหรือสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ สำหรับนักลงทุนจีนในไทยหรือไม่ และกระทบอุตสาหกรรมใดบ้าง
ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้อ้างอิงจากรายงานของ มติชนออนไลน์ วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 และคำแถลงของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
การเดินทางเยือนต่างประเทศในระดับผู้นำแบบนี้ มักสร้างความคาดหวังได้ง่าย แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงสำหรับคนไทยทั่วไปจะวัดได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนแผ่นดินไทยในเดือนและปีถัดจากนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น สินค้าส่งออกได้มากขึ้น หรือเทคโนโลยีที่คนไทยเข้าถึงได้จริงๆ ลองจับตาดูกันต่อไปนะครับ





