พี่สยามเชื่อว่าหลายบ้านต้องเคยเจอปัญหานี้กันมาบ้าง ซื้อผักมาตุนไว้เต็มตู้เย็น พอถึงเวลาจะหยิบมาทำกับข้าว กลับพบว่าเหี่ยวเฉาไปแล้วครึ่งหนึ่ง หรือไม่ก็เน่าเสียจนต้องทิ้งทั้งถุง รู้สึกเสียดายทั้งเงินและอาหารมากเลย ยิ่งช่วงนี้ค่าครองชีพสูง การถนอมอาหารให้อยู่ได้นานขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยอีกต่อไป
ข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่าขยะอาหาร หรือ Food Waste กว่า 11% ของทั้งโลกเกิดขึ้นภายในบ้านเรือนทั่วไป ตัวเลขนี้ไม่น้อยเลย และส่วนหนึ่งมาจากการที่เราไม่รู้วิธีเก็บผักอย่างถูกต้อง การเลือกภาชนะให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องที่ควรรู้จริงๆ
วันนี้พี่สยามจะพาไปเปรียบสองตัวเลือกยอดนิยมที่หลายบ้านใช้กันอยู่ นั่นคือ ถุงซิปล็อก และ กล่องสูญญากาศ ว่าแบบไหนเหมาะกับใคร และคุ้มค่ากว่ากันในระยะยาว

ถุงซิปล็อก สะดวก ราคาถูก แต่มีข้อจำกัด
ถุงซิปล็อกเป็นตัวเลือกที่แทบทุกบ้านมีติดไว้ ราคาถูก หาซื้อได้ง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อ และที่สำคัญคือไม่เปลืองพื้นที่ในตู้เย็น เหมาะมากสำหรับผักใบเขียวอย่างผักชี ต้นหอม หรือผักที่มีลักษณะยาวที่ยัดใส่กล่องไม่ค่อยสะดวก
กลไกของถุงซิปล็อกคือการป้องกันความชื้นภายในผักไม่ให้ระเหยออก และกั้นกลิ่นอาหารอื่นในตู้เย็นไม่ให้มาปนกัน แต่ปัญหาคือถุงซิปล็อกไม่สามารถไล่อากาศออกได้หมด 100% ทำให้ยังมีออกซิเจนหลงเหลืออยู่ภายใน
ออกซิเจนที่เหลืออยู่นี่แหละที่เป็นตัวการ เพราะมันกระตุ้นให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า Oxidation (การออกซิเดชัน หรือการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจน) ซึ่งทำให้ผักเปลี่ยนสีและเน่าเสียเร็วขึ้น นอกจากนี้หากยัดผักซ้อนทับกันมากเกินไป ผักใบก็ช้ำได้ง่าย

เคล็ดลับเพิ่มเติม: ลองใส่กระดาษทิชชู่อเนกประสงค์ หรือ Paper Towel ลงไปในถุงซิปล็อกด้วย ข้อมูลจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์การอาหารระบุว่ากระดาษทิชชู่จะช่วยซับความชื้นส่วนเกิน ป้องกันไม่ให้ผักแฉะและเน่าเร็วขึ้น เป็นเทคนิคเล็กๆ ที่ได้ผลจริง
กล่องสูญญากาศ ลงทุนสูงกว่า แต่ได้ผลยาวนานกว่า
กล่องถนอมอาหารระบบสูญญากาศทำงานโดยใช้ปั๊มหรือวาล์วพิเศษในการดูดอากาศและออกซิเจนออกจากกล่องจนเกือบหมด ทำให้สภาพแวดล้อมภายในกล่องมีแรงดันต่ำและปราศจากอากาศเกือบสมบูรณ์
เมื่อไม่มีออกซิเจน แบคทีเรียและเชื้อราที่ทำให้อาหารบูดเสียก็เจริญเติบโตได้ช้าลงมาก ผลลัพธ์คือสามารถยืดอายุผักได้นานขึ้นถึง 3-5 เท่าเมื่อเทียบกับการเก็บแบบปกติ และโครงสร้างกล่องที่แข็งแรงยังช่วยป้องกันไม่ให้ผักถูกกดทับจนช้ำด้วย

กล่องสูญญากาศเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผักที่หั่นพร้อมปรุงไว้ล่วงหน้า ผักสลัด หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่ช้ำได้ง่ายและราคาค่อนข้างสูง แต่ข้อเสียชัดเจนคือราคาเริ่มต้นสูงกว่าถุงซิปล็อกมาก และกินพื้นที่ในตู้เย็นพอสมควร
เปรียบกันตรงๆ แบบไหนเหมาะกับใคร
- ถุงซิปล็อก — ระยะเวลาความสดประมาณ 5-7 วัน เหมาะกับคนที่ซื้อผักทีละน้อย ใช้บ่อย หรืองบจำกัด
- กล่องสูญญากาศ — ระยะเวลาความสดอาจถึง 14 วันขึ้นไป เหมาะกับคนที่ซื้อผักทีละมากๆ ทำอาหารล่วงหน้า หรือมีผักราคาแพงที่ไม่อยากให้เสียเร็ว
ถ้าถามพี่สยามตรงๆ คิดว่าทั้งสองอย่างใช้คู่กันได้เลย ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้ถุงซิปล็อกกับผักใบที่ใช้ทุกวัน และใช้กล่องสูญญากาศกับผักหั่นหรือผักที่ตุนไว้นานกว่า แค่นี้ก็ตอบโจทย์ครบแล้ว
สิ่งที่ควรระวังก่อนตัดสินใจซื้อกล่องสูญญากาศ
สำหรับใครที่สนใจลงทุนกับกล่องสูญญากาศ พี่สยามอยากแนะนำให้พิจารณาสักนิดก่อนตัดสินใจ
- ดูว่าบ้านคุณซื้อผักบ่อยแค่ไหนและครั้งละมากน้อยแค่ไหน ถ้าซื้อทีละนิดและใช้เร็ว กล่องสูญญากาศอาจไม่คุ้ม
- ตรวจสอบวาล์วและปั๊มว่าใช้งานง่ายไหม บางรุ่นราคาถูกแต่ระบบดูดอากาศไม่ดี ก็ไม่ต่างจากกล่องธรรมดา
- คำนวณพื้นที่ในตู้เย็นด้วย กล่องสูญญากาศมักมีขนาดใหญ่และทรงสูง ซ้อนกันลำบากกว่าถุง
- ผักบางชนิดอย่างมะเขือเทศหรือผักที่ยังหายใจอยู่ (Ethylene-producing vegetables) ควรตรวจสอบด้วยว่าเหมาะกับการเก็บในสูญญากาศหรือเปล่า
ประหยัดเงินในกระเป๋า ลดขยะในบ้าน
จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกส่วนตัว มันเชื่อมกับภาพใหญ่กว่านั้น ตามที่ UNEP ระบุไว้ การลดขยะอาหารในบ้านเรือนถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยสิ่งแวดล้อม เพราะอาหารที่เน่าเสียไม่ได้แค่เสียเงินเรา แต่ยังทิ้งคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา) ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการกำจัดขยะด้วย
ในยุคที่ผักราคาไม่ได้ถูกอย่างที่เคย การดูแลของที่ซื้อมาให้ดีที่สุดจึงเป็นทั้งการประหยัดเงินและการรับผิดชอบต่อโลกไปพร้อมกัน
พี่สยามอยากทิ้งคำถามไว้ให้คิดเล่นๆ ว่า แต่ละเดือนเราทิ้งผักไปโดยไม่ได้กินมูลค่าเท่าไหร่กัน ลองเซฟเงินก้อนนั้นไว้ แล้วเอาไปซื้อผักดีๆ เพิ่มอีกทีดีกว่าไหม?





