ออสเตรเลียเพิ่มโทษ 2 เท่า หากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียไม่ปกป้องเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

พี่สยาม
พี่สยาม
การเมือง
ขนาดตัวอักษร
ออสเตรเลียเพิ่มโทษ 2 เท่า หากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียไม่ปกป้องเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี

เมื่อรัฐบาลเริ่มจริงจังกับการปกป้องเด็กในโลกออนไลน์

ถ้าพูดถึงเรื่องเด็กกับโซเชียลมีเดีย หลายคนคงเคยเห็นภาพเด็กอายุแค่ 8-9 ขวบ นั่งจ้องหน้าจอสมาร์ตโฟนอยู่คนเดียวเป็นชั่วโมงๆ หรืออาจเป็นลูกหลานของเราเองก็ได้ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่กำลังกลายเป็นวิกฤตระดับโลก และล่าสุด ออสเตรเลียได้ประกาศมาตรการใหม่ที่น่าจับตามองอย่างมาก

20260627 Australia social media
20260627 Australia social media

ตามรายงานของสำนักข่าว Reuters รัฐบาลออสเตรเลียได้ประกาศแผนเพิ่มบทลงโทษสำหรับบริษัทโซเชียลมีเดียที่ไม่ปฏิบัติตามกฎการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้แพลตฟอร์มของตน โดยจะ เพิ่มโทษเป็น 2 เท่า จากที่กำหนดไว้เดิม พร้อมกันนี้ยังจะขยายอำนาจของหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ให้มีเขี้ยวเล็บมากขึ้นในการบังคับใช้กฎหมาย

กฎหมายนี้คืออะไร และทำไมออสเตรเลียถึงต้องเดินหน้าต่อ

ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2024 ออสเตรเลียได้ผ่านกฎหมายที่กำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีสมัครใช้บริการ ซึ่งนับเป็นกฎหมายที่เข้มงวดที่สุดในโลกในขณะนั้น แพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้ได้แก่ Instagram, TikTok, Snapchat, YouTube, Facebook, Twitch และ Reddit

แต่ปัญหาคือ การออกกฎหมายกับการบังคับใช้จริงมันคนละเรื่องกัน เหมือนกับที่เราเห็นในหลายประเทศ ที่มีกฎอยู่แต่ไม่มีใครทำตาม นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียจึงออกมาประกาศชัดเจนว่า บริษัทที่ "ทำไม่เพียงพอ" ในการคัดกรองผู้ใช้ที่เป็นเด็ก จะต้องเผชิญกับบทลงโทษที่หนักขึ้นอีกเท่าตัว

Indonesia's social media ban sends chill through 'kidfluencers' economy
Indonesia's social media ban sends chill through 'kidfluencers' economy

โทษที่ว่าหนักแค่ไหน?

ก่อนหน้านี้ กฎหมายของออสเตรเลียได้กำหนดค่าปรับสูงสุดสำหรับบริษัทที่ฝ่าฝืนอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1,100 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าสูงมากอยู่แล้ว แต่เมื่อจะเพิ่มเป็น 2 เท่า นั่นหมายความว่าบริษัทอย่าง Meta (เจ้าของ Facebook และ Instagram) หรือ TikTok อาจต้องจ่ายค่าปรับสูงถึงกว่า 2,000 ล้านบาทต่อการละเมิดหนึ่งครั้งในออสเตรเลียเพียงประเทศเดียว

"รัฐบาลออสเตรเลียชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับการแก้ตัวจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อีกต่อไป เมื่อพูดถึงการปกป้องเด็ก"

นอกจากเรื่องค่าปรับแล้ว การขยายอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแลก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับดูแลด้านดิจิทัลในหลายประเทศมักมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลของบริษัทเอกชน ทำให้การพิสูจน์การละเมิดทำได้ยาก การเพิ่มอำนาจในครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างรัฐกับบริษัทเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับเราชาวไทยด้วย?

พี่สยามเชื่อว่าหลายคนอาจคิดว่า "ก็เรื่องของออสเตรเลียนะ เราอยู่ไทย" แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีนัยที่กระทบไทยเราหลายทาง ลองมาดูกัน

G7 plans first joint statement for protecting minors on social media
G7 plans first joint statement for protecting minors on social media
  • แพลตฟอร์มอาจปรับนโยบายทั่วโลก: เมื่อออสเตรเลียกดดัน TikTok, Instagram หรือ YouTube ให้เข้มงวดขึ้น บริษัทเหล่านี้มักจะปรับระบบ Age Verification (การยืนยันอายุ) ของตนเองในระดับโลก ซึ่งหมายความว่าเด็กไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมด้วย
  • ไทยยังไม่มีกฎหมายที่เทียบเท่า: ปัจจุบัน ไทยยังขาดกฎหมายเฉพาะที่กำหนดอายุขั้นต่ำในการใช้โซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน แม้จะมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ที่ดูแลเรื่องข้อมูลเด็กบ้าง แต่ยังไม่ครอบคลุมเท่า
  • สถิติน่าเป็นห่วง: ข้อมูลจาก We Are Social ปี 2024 ระบุว่าคนไทยใช้โซเชียลมีเดียเฉลี่ยกว่า 3 ชั่วโมง 15 นาทีต่อวัน ติดอันดับต้นๆ ของโลก และกลุ่มที่ใช้งานหนักที่สุดคือวัยรุ่นและเด็กวัยเรียน
  • ผลกระทบต่อสุขภาพจิต: งานวิจัยจาก American Psychological Association ที่ได้รับการอ้างถึงอย่างกว้างขวางระบุว่า การใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีความสัมพันธ์กับปัญหาซึมเศร้า ความวิตกกังวล และภาพลักษณ์ตัวเองที่บิดเบือน

มุมมองของพี่สยาม: เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย

พูดตรงๆ เลยนะ พี่สยามรู้สึกดีใจที่เห็นว่ามีรัฐบาลไหนสักที่กล้าเอาจริงกับเรื่องนี้ ที่ผ่านมา บริษัทโซเชียลมีเดียมักจะบอกว่า "เราห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีอยู่แล้ว" แต่ทุกคนก็รู้ว่ามันเป็นแค่ checkbox ที่เด็กกดผ่านได้ใน 3 วินาที

Indonesia, Australia tussle with Meta and Google over teen social media ban
Indonesia, Australia tussle with Meta and Google over teen social media ban

ถ้าเป็นพี่สยามเจอสถานการณ์แบบนี้ในฐานะพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ก็คงรู้สึกหนักใจเหมือนกัน เพราะในยุคนี้การห้ามลูกใช้โซเชียลมีเดียทั้งหมดมันแทบเป็นไปไม่ได้ เพื่อนๆ ในห้องเรียนล้วนใช้กัน ถ้าลูกเราไม่มี ก็อาจถูกกีดกันออกจากกลุ่มสังคม ซึ่งมีผลเสียอีกแบบหนึ่ง นี่แหละครับคือความท้าทายจริงๆ ที่ไม่มีคำตอบง่ายๆ

แต่สิ่งที่ออสเตรเลียกำลังทำ คือการโยนภาระความรับผิดชอบกลับไปที่บริษัทเทคโนโลยี แทนที่จะให้เป็นภาระของพ่อแม่คนเดียว ซึ่งพี่มองว่านี่เป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะท้ายที่สุดแล้ว บริษัทพวกนี้สร้างรายได้มหาศาลจาก "เวลาสมาธิ" ของผู้ใช้ รวมถึงเด็กๆ ด้วย พวกเขาจึงควรรับผิดชอบผลที่ตามมาด้วยเช่นกัน

แล้วประเทศอื่นเขาทำอะไรบ้าง?

ออสเตรเลียไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่เดินหน้าเรื่องนี้ ลองดูภาพรวมสั้นๆ

  • สหภาพยุโรป (EU): ออก Digital Services Act (DSA) ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ต้องประเมินและลดความเสี่ยงต่อเด็ก โดยมีค่าปรับสูงสุด 6% ของรายได้ทั่วโลก
  • สหราชอาณาจักร: ผ่าน Online Safety Act ในปี 2023 ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องออกแบบระบบที่ปลอดภัยสำหรับเด็กตั้งแต่ต้น (Safety by Design)
  • สหรัฐอเมริกา: กำลังถกเถียงกันอยู่ในระดับรัฐสภา แต่ยังไม่มีกฎหมายระดับชาติที่เป็นรูปธรรม บางรัฐอย่าง Florida เริ่มออกกฎของตัวเองแล้ว
  • ไทย: ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น สำนักงาน กสทช. มีแนวคิดเรื่องการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะเรื่องอายุขั้นต่ำ
Indonesia's social media age limit forces platforms to gatekeep for minors
Indonesia's social media age limit forces platforms to gatekeep for minors

สิ่งที่พ่อแม่และผู้ปกครองชาวไทยทำได้ตอนนี้

ในขณะที่รอให้กฎหมายไทยตามทัน มีสิ่งที่เราทำได้ในฐานะผู้ปกครองหรือแม้แต่คนในครอบครัว

  • ใช้ Family Link หรือ Screen Time: ทั้ง Google Family Link (สำหรับ Android) และ Screen Time (สำหรับ iPhone) ช่วยให้ผู้ปกครองกำหนดเวลาการใช้งานแอปและฟิลเตอร์เนื้อหาได้
  • คุยกัน ไม่ใช่แค่ห้าม: งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการอธิบายเหตุผลให้เด็กเข้าใจมีผลดีกว่าการห้ามเด็ดขาด เพราะเมื่อโตขึ้นพวกเขาจะมีวิจารณญาณในการใช้งาน
  • เป็น "โมเดล" ที่ดี: ถ้าพ่อแม่เองก็หยิบโทรศัพท์ทุก 5 นาที เด็กก็จะเลียนแบบ การวางโทรศัพท์ระหว่างมื้ออาหารครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายมาก
  • ติดตามข่าวสาร: หากไทยมีแนวโน้มจะออกกฎหมายคล้ายออสเตรเลีย ควรติดตามเพื่อเตรียมตัวและมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น

บทสรุป: โลกกำลังเปลี่ยน และไทยควรเตรียมพร้อม

การที่ออสเตรเลียประกาศเพิ่มโทษ 2 เท่าสำหรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ไม่ปกป้องเด็กนั้น ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศที่อ่านแล้วก็ผ่านไป แต่มันคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล

Australia goes Hollywood with Gold Coast film production boom
Australia goes Hollywood with Gold Coast film production boom

สำหรับไทยเรา คงต้องรอดูว่าภาครัฐจะตื่นตัวกับเรื่องนี้แค่ไหน แต่สิ่งที่ไม่ต้องรอคือการดูแลเด็กๆ ในครอบครัวของเราเอง เพราะในท้ายที่สุด กฎหมายจะช่วยได้แค่ส่วนหนึ่ง แต่ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและความไว้ใจในครอบครัวต่างหากที่จะปกป้องเด็กได้ดีที่สุด

พี่สยามหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราหันมาพูดคุยเรื่องนี้กันในครอบครัวมากขึ้นนะครับ ลองเริ่มจากมื้อเย็นวันนี้ก็ได้ 😊

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook

บทความที่เกี่ยวข้อง