ถ้าพูดถึงโรงพยาบาลหรือสถาบันด้านโรคหัวใจในบ้านเรา ชื่อของ สถาบันโรคทรวงอก คงเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง และเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 สถาบันแห่งนี้ก็ครบรอบ 84 ปีพอดี โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวปาฐกถาในหัวข้อที่ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเลย นั่นคือ "การผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจ : เป้าหมายสถาบันโรคทรวงอกในอนาคต" ตามรายงานของ Hfocus
ทำไม 'การปลูกถ่ายหัวใจ' ถึงสำคัญกับคนไทย
หลายคนอาจนึกว่าการปลูกถ่ายหัวใจ (Heart Transplantation) เป็นเรื่องไกลตัว แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เลย นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดมากว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย อย่างเต็มตัว ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องเผชิญกับโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะ โรคหัวใจและภาวะหัวใจล้มเหลว มากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถดูแลได้ด้วยยา การทำหัตถการ หรือการผ่าตัดทั่วไป แต่ยังมีผู้ป่วยอีกกลุ่มหนึ่งที่โรคลุกลามจนถึงระดับ Advanced Heart Failure หรือที่เรียกว่าภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย ซึ่งการรักษาแบบปกติไม่สามารถช่วยได้เพียงพออีกต่อไป สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ การปลูกถ่ายหัวใจคือ โอกาสสำคัญในการต่อชีวิตและคืนคุณภาพชีวิต
รมว.สธ. มองให้ไกลกว่าแค่ 'เปิดศูนย์ใหม่'
สิ่งที่พี่สยามรู้สึกประทับใจจากคำปาฐกถาของ รมว.พัฒนา คือการมองภาพรวมที่กว้างกว่าแค่การเปิดศูนย์ปลูกถ่ายหัวใจอีกหนึ่งแห่ง เขาพูดชัดเจนว่า
"อยากให้มองเป้าหมายนี้ให้ไกลกว่า 'การเปิด Heart Transplant Center อีกหนึ่งแห่ง' แต่ให้มองว่ากำลังสร้าง National Capacity เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศไทย"
ความหมายก็คือ ถ้าสำเร็จ ประโยชน์จะกระจายไปในหลายมิติพร้อมกัน ได้แก่
- ผู้ป่วยจะมีโอกาสเข้าถึงการรักษามากขึ้น
- ครอบครัวของผู้ป่วยจะมีความหวังมากขึ้น
- บุคลากรทางการแพทย์จะได้รับการพัฒนาศักยภาพในระดับสูง
- กรมการแพทย์และกระทรวงสาธารณสุขจะมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นในการดูแลผู้ป่วย Advanced Heart Failure
- ประเทศได้ทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย และเครือข่ายที่สามารถขยายต่อไปยังภูมิภาคอื่นได้
สถาบันโรคทรวงอกมีความพร้อมแค่ไหน
นพ.เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก ในฐานะประธานจัดงาน ได้เผยถึง จุดแข็ง ที่สถาบันมีอยู่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาไปสู่โปรแกรมปลูกถ่ายหัวใจ ประกอบด้วย
- Cardiac Surgery — ทีมศัลยกรรมหัวใจที่มีความเชี่ยวชาญ
- Heart Team — ทีมแพทย์หลายสาขาที่ทำงานร่วมกัน
- ระบบ ECMO (เครื่องช่วยการทำงานของหัวใจและปอดนอกร่างกาย)
- Advanced ICU — ห้องผู้ป่วยวิกฤตระดับสูง
- บุคลากรเฉพาะทางครบ ทั้ง Perfusionist, Cardiac Anesthesia, Heart Failure Specialist และ Multidisciplinary Team
- พื้นฐานด้านงานวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือกับต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการสถาบันยืนยันว่าการพัฒนา Heart Transplant Program จะต้องทำอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน มีบุคลากรที่เหมาะสม และมีระบบจัดการทั้งผู้บริจาคอวัยวะ (donor) และผู้รับการปลูกถ่าย (recipient) อย่างรัดกุม ซึ่งนี่คือสัญญาณที่ดีว่าไม่ได้รีบเร่งทำโดยไม่มีความพร้อม
ความรู้สึกของพี่สยาม
ต้องบอกตรงๆ ว่าอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึก อุ่นใจขึ้นมาเลย เพราะโรคหัวใจคือหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย และหลายคนในครอบครัวเราหรือคนรอบข้างก็เผชิญกับโรคนี้อยู่ ถ้าเป็นพี่เองที่มีคนในบ้านป่วยหนักถึงขั้น End-stage Heart Failure แล้วรู้ว่าในไทยมีทางเลือกนี้ได้จริงๆ คงรู้สึกโล่งใจมากกว่านี้แน่นอน
แต่สิ่งที่ทำให้พี่สยามมั่นใจมากขึ้น คือน้ำเสียงของผู้เกี่ยวข้องทุกคนในงานนี้ ไม่ได้ฟังดูเหมือนแค่ประกาศนโยบายเพื่อโปรโมต แต่พูดถึงความจำเป็น ความพร้อม และการทำอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ควรได้ยินจากระบบสาธารณสุขของประเทศ
คนไทยจะได้อะไรจากเรื่องนี้
ถ้าการพัฒนา Heart Transplant Program ของสถาบันโรคทรวงอกเดินหน้าได้จริง สิ่งที่คนไทยทั่วไปจะสัมผัสได้ในอนาคต คือ
- ผู้ป่วยโรคหัวใจระยะสุดท้ายมีทางเลือกในการรักษาเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องบินไปรักษาต่างประเทศ
- ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจของไทยโดยรวมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะบุคลากรได้รับการฝึกในระดับที่สูงกว่าเดิม
- ความรู้และงานวิจัยที่ได้จากโปรแกรมนี้จะกระจายไปยังโรงพยาบาลและสถาบันอื่นทั่วประเทศ
แน่นอนว่าการปลูกถ่ายหัวใจไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะต้องใช้ แต่การที่ประเทศมี ศักยภาพ (National Capacity) ในด้านนี้เพิ่มขึ้น หมายความว่าระบบสาธารณสุขโดยรวมแข็งแกร่งขึ้นด้วย ซึ่งส่งผลดีต่อทุกคนในระยะยาว
ควรทำอะไรได้บ้างในฐานะประชาชน
แม้เรื่องการปลูกถ่ายหัวใจจะดูเหมือนเรื่องไกลตัว แต่มีสิ่งที่เราทุกคนทำได้เพื่อสนับสนุนระบบนี้ในระยะยาว นั่นคือการ แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ เพราะ Heart Transplant ทุกครั้งต้องอาศัยอวัยวะจากผู้บริจาค สามารถลงทะเบียนแสดงความจำนงได้ที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย และควรแจ้งให้ครอบครัวรับทราบความต้องการของเราด้วย
นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพหัวใจตัวเองตั้งแต่วันนี้ ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพประจำปี ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่ดี เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ
84 ปีของสถาบันโรคทรวงอกพิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันแห่งนี้เดินหน้ามาอย่างต่อเนื่อง และเป้าหมายใหม่ที่วางไว้ก็น่าติดตามอย่างมาก คงต้องรอดูกันต่อไปว่าความฝันเรื่อง Heart Transplant Program ของไทยจะเป็นจริงได้เร็วแค่ไหน แต่อย่างน้อยวันนี้ก็มี ความหวัง ให้ยึดอยู่บ้างแล้ว


