เครื่องบินชนตึกสูงสุดปักกิ่ง บทเรียนราคาแพงของ 'เศรษฐกิจระดับความสูงต่ำ' ที่จีนกำลังเดิมพัน

พี่สยาม
พี่สยาม
เศรษฐกิจ
ขนาดตัวอักษร
เครื่องบินชนตึกสูงสุดปักกิ่ง บทเรียนราคาแพงของ 'เศรษฐกิจระดับความสูงต่ำ' ที่จีนกำลังเดิมพัน

เมื่อเครื่องบินเล็กพุ่งชนตึกสูงสุดของปักกิ่ง

เช้าวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้นกลางกรุงปักกิ่ง เมื่อเครื่องบินเล็กลำหนึ่งพุ่งเข้าชน CITIC Tower ตึกที่สูงที่สุดในเมืองหลวงของจีน สร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างอาคารและจุดชนวนคำถามใหญ่ที่แวดวงการบินและเทคโนโลยีทั่วโลกต้องหันมาสนใจ นั่นคือ เราพร้อมแค่ไหนกับสิ่งที่จีนกำลังเรียกว่า "Low-Altitude Economy" หรือ "เศรษฐกิจระดับความสูงต่ำ"?

20260630 citic photo
20260630 citic photo

ตามรายงานของสำนักข่าว Reuters และสื่อจีนหลายสำนัก เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุธรรมดา แต่มันเป็นเหมือน "นาฬิกาปลุก" ดังๆ ที่ปลุกให้ทั้งรัฐบาล นักลงทุน และประชาชนตั้งคำถามกับนโยบายการพัฒนาพื้นที่อากาศระดับต่ำ ซึ่งจีนกำลังทุ่มเทผลักดันอย่างจริงจัง

Low-Altitude Economy คืออะไร และทำไมจีนถึงหมายมั่นปั้นมือขนาดนี้?

หลายคนอาจยังไม่คุ้นกับคำว่า Low-Altitude Economy หรือ "เศรษฐกิจระดับความสูงต่ำ" พูดง่ายๆ คือการนำพื้นที่อากาศในระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร (บางนิยามรวมถึง 3,000 เมตร) มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโดรนส่งสินค้า แท็กซี่อากาศ (eVTOL หรือยานบินไฟฟ้าที่ขึ้นลงในแนวตั้ง) การถ่ายภาพทางอากาศเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงการลาดตระเวนด้วยโดรนในภาคเกษตรกรรม

รัฐบาลจีนได้ประกาศให้ Low-Altitude Economy เป็นหนึ่งใน "อุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์" ของประเทศ โดยตามข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมการบินพลเรือนจีน (CAAT) คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 มูลค่าตลาดของภาคส่วนนี้จะแตะระดับ 2 ล้านล้านหยวน หรือราวๆ 9-10 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว ตัวเลขนี้ใหญ่มากพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมปักกิ่งถึงอยากขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว

China to promote drones and flying cars via new safety department
China to promote drones and flying cars via new safety department

เมืองใหญ่อย่างเซินเจิ้น กว่างโจว และหางโจว ต่างแข่งกันเปิดพื้นที่ทดสอบโดรนและยานบินอัตโนมัติ บางเมืองมีเส้นทางส่งอาหารและพัสดุด้วยโดรนที่ให้บริการเชิงพาณิชย์จริงๆ แล้ว แต่นั่นก็คือปัญหาเช่นกัน เพราะเมื่อทุกอย่างขยายตัวเร็ว การควบคุมและกำกับดูแลมักตามไม่ทัน

เหตุการณ์ที่ปักกิ่ง: สัญญาณเตือนที่มาถูกเวลา

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมหลายคนที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศระบุตรงกันว่า เหตุการณ์เครื่องบินเล็กชน CITIC Tower น่าจะส่งผลให้เมืองใหญ่ของจีนเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติการใช้น่านฟ้า การบินทั่วไป (General Aviation) และการปฏิบัติการโดรนขนาดใหญ่ในบริเวณที่มีประชากรหนาแน่น

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แทบทุกคนก็บอกเหมือนกันว่าเหตุการณ์นี้ ไม่น่าจะฉุดรั้งการพัฒนาระยะยาวของ Low-Altitude Economy เพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลเกินกว่าจะหยุดได้ด้วยอุบัติเหตุครั้งเดียว มันเป็นเหมือนการเบรกเพื่อปรับเกียร์ ไม่ใช่หยุดรถ

Malaysia to draft drone industry plan, eyes air taxi services
Malaysia to draft drone industry plan, eyes air taxi services

ถ้าเทียบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีนเอง เราก็เห็นรูปแบบเดิมซ้ำๆ คือเกิดอุบัติเหตุ มีการปรับกฎระเบียบ แต่อุตสาหกรรมก็เดินหน้าต่อ ตอนนี้จีนคือผู้ผลิตรถ EV รายใหญ่ที่สุดในโลก เส้นทาง Low-Altitude Economy ก็น่าจะเดินตามรอยเดิม

ใครได้ประโยชน์ ใครเสี่ยง?

มองในมุมของผู้เล่นในอุตสาหกรรม เหตุการณ์นี้อาจส่งผลต่างกันในแต่ละกลุ่ม ลองดูกัน:

  • บริษัทโดรนและยานบินขนาดใหญ่ อย่าง DJI, EHang, AutoFlight หรือ Xpeng AeroHT อาจต้องเผชิญกับขั้นตอนการขออนุมัติที่ยุ่งยากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนและระยะเวลาการออกสู่ตลาดยาวนานขึ้น
  • บริษัทเทคโนโลยีระบบจัดการน่านฟ้า (UTM - Unmanned Traffic Management) น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะรัฐบาลจะหันมาให้ความสำคัญกับระบบควบคุมการจราจรทางอากาศสำหรับยานไร้คนขับมากขึ้น
  • ประชาชนที่อาศัยในเมืองใหญ่ ในระยะสั้นอาจเห็นการเพิ่มขึ้นของโซนห้ามบินและการเข้มงวดของการตรวจสอบ แต่ในระยะยาวน่าจะปลอดภัยกว่าเดิม

มุมมองพี่สยาม: ถ้าเป็นเราโดนแบบนี้ในกรุงเทพฯ...

ตรงนี้ขอพูดในฐานะคนที่ติดตามเรื่องเทคโนโลยีและชีวิตเมืองมาสักพักนะครับ ผมดูข่าวนี้แล้วรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เลย ลองนึกภาพถ้าเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับตึกมหานคร หรือตึก Baiyoke ในกรุงเทพฯ ดู คนกรุงเทพฯ จะรับมือได้แค่ไหน? ระบบรับมือเหตุฉุกเฉินพร้อมไหม? แผนอพยพชัดเจนไหม?

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าตัวเหตุการณ์เอง คือความจริงที่ว่าประเทศไทยเองก็กำลังพูดถึงเรื่องโดรนส่งสินค้า แท็กซี่อากาศ และการบินระดับความสูงต่ำมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กรอบกฎหมาย ระบบควบคุม และแผนรับมือเหตุฉุกเฉินของเรายังตามหลังอยู่มาก อย่าให้ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์แบบปักกิ่งก่อน ถึงจะตื่นตัวกัน

Japan flying car startup SkyDrive aims for the skies in 2028
Japan flying car startup SkyDrive aims for the skies in 2028

บทเรียนสำหรับประเทศไทย

ไทยเองไม่ได้อยู่ห่างจากเรื่องนี้มากนัก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ออกกฎระเบียบควบคุมการใช้โดรนมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังมีช่องว่างอยู่มาก ลองดูตัวเลขง่ายๆ ผู้ใช้โดรนในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องยังมีสัดส่วนน้อยกว่าผู้ที่ใช้โดรนโดยไม่ขึ้นทะเบียน และนั่นยังไม่นับรวมโดรนเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่กำลังจะเข้ามาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

บทเรียนจากจีนที่ไทยควรนำมาปรับใช้มีอยู่หลายข้อ:

  • วางกรอบกฎหมายก่อนเทคโนโลยีถึง ไม่ใช่รอให้ถึงแล้วค่อยออกกฎ
  • สร้างระบบลงทะเบียนและติดตามยานบินแบบ Real-time ให้สมบูรณ์จริงๆ ไม่ใช่แค่กระดาษ
  • กำหนดโซนห้ามบินรอบสาธารณูปโภคสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่
  • ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รับมือเหตุฉุกเฉิน ที่เกี่ยวข้องกับยานบินพลาดเป้าหรืออุบัติเหตุในเขตเมือง
Flying taxis set to take off in China, UAE in 2026
Flying taxis set to take off in China, UAE in 2026

อนาคต Low-Altitude Economy ยังสดใสอยู่ แต่ต้องระวังด้วย

ไม่อยากให้ใครอ่านบทความนี้แล้วรู้สึกกลัวเทคโนโลยีใหม่ เพราะโดยรวมแล้ว Low-Altitude Economy มีประโยชน์มหาศาลต่อมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งยาและเวชภัณฑ์ไปยังพื้นที่ห่างไกล การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานอย่างสะพานและสายไฟโดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตคน หรือแม้แต่การช่วยเหลือในภัยพิบัติ

ตามรายงานของ McKinsey Global Institute ภาคส่วนการบินอัตโนมัติระดับความสูงต่ำทั่วโลกอาจมีมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2040 และอาเซียนเองก็กำลังเป็นตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและสิงคโปร์ที่เริ่มทดสอบ eVTOL แล้ว ไทยถ้าไม่รีบปรับตัว ก็อาจเสียโอกาสไม่น้อยเลย

แต่ประโยชน์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีกรอบกำกับดูแลที่ดี มีระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง และมีวัฒนธรรมความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยีร่วมกัน เหตุการณ์ที่ปักกิ่งสอนเราว่า ยิ่งของใหม่วิ่งเร็ว เราก็ยิ่งต้องการเบรกที่ดีขึ้นเท่านั้น

China's battery makers race to power flying cars
China's battery makers race to power flying cars

สรุป: ก้าวต่อไปต้องระมัดระวัง แต่ไม่ควรหยุด

เหตุการณ์เครื่องบินเล็กชน CITIC Tower ในปักกิ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้ทุกฝ่ายหยุดคิดและปรับปรุงก่อนที่ความเสียหายจะใหญ่กว่านี้ สำหรับจีน อุตสาหกรรม Low-Altitude Economy จะเดินหน้าต่อแน่นอน แต่จะรัดกุมและรอบคอบกว่าเดิม

สำหรับประเทศไทย นี่คือสัญญาณที่ดีให้เราเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ฟ้าเมืองไทยจะเต็มไปด้วยโดรนและยานบินอัตโนมัติในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะถ้าเราวางรากฐานได้ดี ทั้งด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และการศึกษาสาธารณะ ประโยชน์ที่จะตกถึงคนไทยนั้นมีมากมายมหาศาลทีเดียว

"เทคโนโลยีใหม่ไม่ใช่ศัตรู แต่ความประมาทต่างหากที่เราต้องระวัง" — พี่สยาม

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook