กฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย คืออะไร แล้วจะกระทบชีวิตเราอย่างไรบ้าง

พี่สยาม
พี่สยาม
เทคโนโลยี
ขนาดตัวอักษร
กฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย คืออะไร แล้วจะกระทบชีวิตเราอย่างไรบ้าง

แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เราใช้ทุกวัน กำลังจะถูกควบคุมอย่างจริงจัง

ลองนึกถึงแอปฯ ที่เราเปิดทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น Grab, Shopee, Lazada, LINE MAN หรือแม้แต่ TikTok และ YouTube ทั้งหมดนี้คือ "แพลตฟอร์มดิจิทัล" ที่พูดถึงกันในบริบทของกฎหมายใหม่ที่ประเทศไทยกำลังผลักดันอยู่ นั่นคือ ร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งกำกับดูแลโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับ ETDA หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

กฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีที่มา เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มข้ามชาติขนาดใหญ่ทำรายได้มหาศาลจากผู้ใช้ในไทย แต่กลไกการกำกับดูแลที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมพอ ทั้งเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค การแข่งขันที่เป็นธรรม และการจัดเก็บภาษีที่ถูกต้อง

กฎหมายนี้จะควบคุมอะไรบ้าง

หัวใจของร่างกฎหมายนี้มีอยู่หลายเรื่องที่น่าสนใจและใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด

1. นิยาม "บริการดิจิทัล" ให้ชัดเจนขึ้น

ก่อนหน้านี้คำว่า "แพลตฟอร์มดิจิทัล" ยังคลุมเครือในทางกฎหมายไทย ร่างกฎหมายใหม่จะรวมทุกบริการที่ให้ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโครงข่ายโทรคมนาคมไว้ภายใต้คำว่า "บริการดิจิทัล" ทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าครอบคลุมตั้งแต่แอปฯ สั่งอาหาร ไปจนถึงแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดีย

2. บังคับจดทะเบียนและแจ้งรายได้

ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มทุกรายต้องแจ้งจดทะเบียนข้อมูลการประกอบธุรกิจ และสำหรับแพลตฟอร์มที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท จะต้องชี้แจงที่มาของรายได้ โดยเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างชัดเจน นี่คือจุดสำคัญที่เล็งไปที่ทุนข้ามชาติที่เคยหลีกเลี่ยงหรือวางแผนภาษีแบบที่ทำให้รายได้ในไทยดูน้อยกว่าความเป็นจริง

3. กำกับค่า GP หรือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

ค่า GP (Gross Profit หรือค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มหักจากร้านค้า) เป็นประเด็นที่ร้านอาหารและพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์บ่นกันมานานมาก บางแพลตฟอร์มเก็บสูงถึง 30-35% ต่อออเดอร์ ซึ่งทำให้ร้านเล็กๆ แทบไม่เหลือกำไร กฎหมายนี้มุ่งสร้างกลไกกำกับดูแลค่าธรรมเนียมเหล่านี้ให้เป็นธรรมมากขึ้น

4. กำหนดให้มีธรรมาภิบาลในตัวเอง

แพลตฟอร์มจะต้องมีกลไกกำกับดูแลตนเอง (Self-Regulation) และจัดทำแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งหมายความว่าถ้ามีปัญหา เช่น สินค้าปลอม โฆษณาหลอกลวง หรือข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล แพลตฟอร์มต้องมีระบบรับผิดชอบที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่โยนความผิดให้ผู้ใช้

ใครได้ประโยชน์ และใครที่ต้องปรับตัว

ถ้าจะพูดตรงๆ กฎหมายนี้มีทั้งด้านที่ดีและด้านที่ต้องจับตา

กลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์:

  • ร้านค้าขนาดเล็กและ SME — ถ้าค่า GP ถูกกำกับให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ร้านอาหารและร้านค้าออนไลน์จะหายใจได้คล่องขึ้น
  • ผู้บริโภคทั่วไป — มีกลไกคุ้มครองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าปลอม บริการที่ไม่ตรงปก หรือการเก็บข้อมูลส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • รัฐและสังคมโดยรวม — ถ้าจัดเก็บภาษีจากทุนข้ามชาติได้จริง รายได้ส่วนนั้นกลับมาพัฒนาบ้านเมืองได้

กลุ่มที่ต้องปรับตัว:

  • แพลตฟอร์มต่างชาติรายใหญ่ — ต้องเข้าสู่ระบบจดทะเบียนและเปิดเผยรายได้ในไทยอย่างโปร่งใส
  • ผู้ขายออนไลน์ที่มีรายได้เกินเกณฑ์ — ต้องเตรียมตัวรับมือกับระบบภาษีที่จะเข้มข้นขึ้น
  • Startup ไทย — มีทั้งโอกาสจากการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น แต่ก็ต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายเพิ่ม

มองบทเรียนจากต่างประเทศ

ไทยไม่ได้เป็นประเทศแรกที่เดินหน้าเรื่องนี้ สหภาพยุโรปออก Digital Markets Act (DMA) และ Digital Services Act (DSA) มาบังคับใช้กับแพลตฟอร์มรายใหญ่อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2566 อินโดนีเซียก็มีกฎระเบียบกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลของตัวเอง และแม้แต่อินเดียก็พยายามบังคับ Netflix, Amazon และ Google ให้เปิดเผยข้อมูลรายได้ในประเทศ

บทเรียนจากต่างประเทศบอกเราว่า การออกกฎหมายคือก้าวแรก แต่การบังคับใช้จริงคือโจทย์ใหญ่ที่ยากกว่า เพราะแพลตฟอร์มข้ามชาติมีทีมกฎหมายและทรัพยากรมหาศาลในการต่อสู้หรือหาช่องว่าง

มุมมองของพี่สยาม

พูดตรงๆ ว่าพี่สยามเชียร์ทิศทางนี้นะ เพราะเราเห็นร้านอาหารในซอยบ้านหลายเจ้าปิดตัวลงเพราะแบกค่า GP ไม่ไหว ทั้งที่ยอดออเดอร์ไม่ได้น้อย แต่รายได้จริงๆ แทบไม่เหลือ แบบนั้นมันไม่ยุติธรรมกับคนตัวเล็กๆ เลย

แต่สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าให้กฎหมายออกมาแล้วซับซ้อนจนเกินไป เพราะถ้าต้นทุนการปฏิบัติตามกฎหมายสูงมาก คนที่แบกรับไม่ไหวก็ยังคือ SME และรายย่อยอยู่ดี ส่วนรายใหญ่ข้ามชาติเขามีทีมกฎหมายพร้อม หาช่องว่างได้เสมอ

อีกเรื่องที่อยากให้จับตาคือ ร่าง พ.ร.บ. ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำเข้าหารือพร้อมกันด้วย นั่นอาจจะเป็นกฎหมายที่กระทบชีวิตเราในระยะยาวยิ่งกว่า เพราะ AI กำลังแทรกเข้าไปในทุกส่วนของชีวิตคนไทย ตั้งแต่การสมัครงานไปจนถึงการรับบริการจากหน่วยงานรัฐ

เราในฐานะผู้บริโภคควรทำอะไร

แม้กฎหมายยังอยู่ในขั้นร่าง แต่มีสิ่งที่เราทำได้แล้ววันนี้

  • ติดตามความคืบหน้า — กฎหมายแบบนี้มักมีช่วงรับฟังความเห็นสาธารณะ ถ้ามีโอกาส ร่วมแสดงความคิดเห็นได้เสมอ
  • รู้สิทธิของตัวเอง — PDPA หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีอยู่แล้ว ให้สิทธิเราขอดูว่าแพลตฟอร์มเก็บข้อมูลอะไรจากเราบ้าง
  • ถ้าเป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์ — เริ่มจัดทำบัญชีรายได้ให้เป็นระบบตั้งแต่ตอนนี้ เพราะกฎหมายด้านภาษีดิจิทัลจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ไม่ควรตื่นตระหนก — กฎหมายยังเป็นแค่ร่าง กระบวนการออกกฎหมายในไทยใช้เวลา ยังมีเวลาติดตามและปรับตัว

เศรษฐกิจดิจิทัลไทยโตเร็วมาก แต่กฎหมายที่กำกับดูแลมักตามไม่ทัน การมีกฎกติกาที่ชัดเจนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ตราบใดที่มันถูกออกแบบมาเพื่อคนส่วนใหญ่จริงๆ ไม่ใช่แค่ประโยชน์ของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook