ดีลการค้าระหว่างประเทศ ไทยได้อะไร? ทำความเข้าใจความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่คนธรรมดาก็ได้รับผลประโยชน์

พี่สยาม
พี่สยาม
การเงิน
ขนาดตัวอักษร
ดีลการค้าระหว่างประเทศ ไทยได้อะไร? ทำความเข้าใจความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่คนธรรมดาก็ได้รับผลประโยชน์

เวลารัฐบาลบินไปเจรจาการค้า เราได้อะไรกลับมาจริงๆ?

หลายคนเห็นข่าวนายกรัฐมนตรีนำคณะเดินทางไปเยือนต่างประเทศ พร้อมคำว่า "เซ็นดีล" "ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์" หรือ "ดึงการลงทุน" แล้วอาจนึกสงสัยว่า... แล้วเราได้อะไรกันแน่? มันเกี่ยวอะไรกับชีวิตประจำวันของเราบ้าง?

พี่สยามเข้าใจความรู้สึกนั้นดี เพราะสมัยทำงานออฟฟิศ ทุกครั้งที่เห็นข่าวแบบนี้ก็คิดแค่ว่า "ก็ดีนะ" แล้วก็넘erผ่านไป แต่พอมาศึกษาจริงๆ ถึงรู้ว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศนั้นส่งผลต่อชีวิตคนธรรมดาอย่างเราได้มากกว่าที่คิด ทั้งเรื่องราคาสินค้า โอกาสงาน และแม้แต่ตัวเลือกที่เราจะได้ช้อปในสนามบิน

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศทำงานอย่างไร?

โดยพื้นฐานแล้ว เวลาสองประเทศตกลงกันเรื่องการค้าและการลงทุน มันมักจะมีสองระดับที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ

  • ระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) — กำหนดกรอบกฎหมาย ลดภาษีนำเข้า-ส่งออก อำนวยความสะดวกวีซ่าและการเดินทาง
  • ระดับเอกชนต่อเอกชน (B2B) — บริษัทไทยจับคู่กับบริษัทต่างชาติ หาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ หรือดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามา

ทั้งสองระดับนี้เชื่อมโยงกัน รัฐบาลสร้างถนน เอกชนถึงวิ่งรถได้สะดวกขึ้น ตามรายงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การที่มีกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนช่วยให้นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจในการนำเงินเข้ามามากขึ้น เพราะรู้ว่ามีกติกาที่ตกลงกันไว้แล้วรองรับ

ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ คู่ค้าที่คนไทยอาจมองข้าม

หลายคนอาจนึกถึงจีน สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย แต่จริงๆ แล้วออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมากและยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูง ประชากรประมาณ 27 ล้านคน แต่มี GDP per capita (รายได้ต่อหัวประชากร) อยู่ที่ราว 65,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ซึ่งสูงกว่าไทยเราประมาณ 10 เท่า ส่วนนิวซีแลนด์ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยประชากร 5 ล้านคน แต่มีกำลังซื้อสูงในสินค้าอาหาร เกษตรอินทรีย์ และสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดี

ซึ่งนั่นแปลว่า สินค้าไทยอย่างอาหารแปรรูป ข้าว สมุนไพร และสินค้า OTOP (One Tambon One Product) มีโอกาสเติบโตในตลาดเหล่านี้ได้มาก ถ้ามีช่องทางการค้าที่ดีพอ

พลังงานสะอาดและเทคโนโลยี สิ่งที่ไทยต้องการจริงๆ

ประเด็นที่น่าสนใจกว่าเรื่องสินค้าทั่วไปคือเรื่อง พลังงานสะอาด (Clean Energy) และ เทคโนโลยี เพราะออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม

ในขณะที่ไทยเองมีเป้าหมายตาม Thailand Carbon Neutrality ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ภายในปี 2050 ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดกับออสเตรเลียจึงไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นสิ่งที่ไทยต้องการจริงๆ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระยะยาว

สำหรับคนทั่วไปแล้ว ถ้าไทยเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้ในราคาที่เหมาะสมขึ้น ระยะยาวอาจหมายถึงค่าไฟที่ถูกลง หรืออย่างน้อยก็ไม่แพงขึ้นเร็วเท่าที่ควรจะเป็น

ภาพ: www.matichon.co.th

Duty Free ขาเข้า คืออะไร และมันดียังไงสำหรับเรา?

อีกเรื่องที่น่าจับตาคือการที่ ทอท. (บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน) กำลังพิจารณาฟื้น ดิวตี้ฟรีขาเข้า กลับมา ซึ่งอาจฟังดูเล็กน้อย แต่จริงๆ มีนัยสำคัญ

ดิวตี้ฟรีขาเข้า (Inbound Duty Free) หมายถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย สามารถซื้อสินค้าปลอดภาษีได้ที่สนามบิน ซึ่งต่างจากดิวตี้ฟรีขาออก (Outbound) ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี คือซื้อก่อนขึ้นเครื่องกลับบ้าน

ถ้าระบบนี้กลับมา ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • นักท่องเที่ยวจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และทั่วโลก มีแรงจูงใจในการใช้จ่ายมากขึ้นที่สนามบินไทย
  • รายได้ของสนามบินและร้านค้าในสนามบินเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งย้อนกลับมาเป็นรายได้ของรัฐ
  • ตลาดท่องเที่ยวของไทยดูน่าดึงดูดขึ้นเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ที่มีระบบนี้อยู่แล้ว

ผลกระทบต่อคนไทย มองในแง่ที่เป็นจริง

พี่สยามอยากให้มองเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ว่าการเจรจาการค้าระหว่างประเทศทุกครั้งจะเปลี่ยนชีวิตเราในชั่วข้ามคืน แต่ก็ไม่ใช่แค่ "ข่าวฉาบฉวย" อย่างที่หลายคนคิด

ผลระยะสั้น ที่อาจเห็นได้ชัดคือนักท่องเที่ยวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่มาไทยมากขึ้น ซึ่งหมายถึงรายได้ของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น สำหรับผู้ประกอบการ SME ในแวดวงนี้ ถือเป็นสัญญาณที่น่ายินดี

ผลระยะกลาง คือโอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทยในอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะมีช่องทางตลาดใหม่ที่กว้างขึ้น

ผลระยะยาว คือถ้าการดึงเทคโนโลยีและการลงทุนด้านพลังงานสะอาดเกิดขึ้นจริง คนไทยในภาพรวมจะได้รับประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นและต้นทุนพลังงานที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต

จะใช้ประโยชน์จากทิศทางนี้ได้อย่างไร?

ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการหรือคนที่สนใจโอกาสทางธุรกิจ มีสิ่งที่ทำได้เลยตอนนี้

  • ติดตามกิจกรรมของ BOI — สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมักจัดงาน Business Matching ให้ฟรีหรือในราคาถูกมาก เป็นโอกาสที่ SME ไทยไม่ควรมองข้าม
  • ศึกษาตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ — ทั้งสองประเทศนิยมสินค้าธรรมชาติ สุขภาพ และอาหารที่มีเรื่องราว ถ้าคุณขายสินค้าที่ตรงกับความต้องการนี้ อาจถึงเวลาคิดเรื่องการส่งออก
  • ติดตามนโยบาย Duty Free — ถ้าคุณอยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม หรือรีเทล นโยบายนี้อาจส่งผลดีต่อปริมาณลูกค้าโดยตรง
  • มองหาโอกาสร่วมลงทุน — บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมักต้องการพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยที่มีความพร้อม

มุมมองของพี่สยาม

พูดตรงๆ นะ พี่สยามดีใจที่เห็นการเจรจาในระดับนี้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี เพราะมันตอบโจทย์ระยะยาวที่ไทยต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาซื้อขายสินค้าทั่วไป

แต่ก็อยากเตือนว่าอย่าเพิ่งตื่นเต้นเกินไป เพราะระหว่างการเจรจากับผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงนั้น มีระยะทางอีกยาว สิ่งสำคัญคือการติดตามว่าสิ่งที่ตกลงกันไว้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือเปล่า และผลประโยชน์นั้นจะกระจายถึงผู้ประกอบการรายย่อยและคนทั่วไปได้แค่ไหน

สำหรับพวกเราในฐานะคนธรรมดา สิ่งที่ทำได้คือติดตามข่าวสาร เข้าใจทิศทางที่เศรษฐกิจกำลังเดินไป และเตรียมตัวให้พร้อมรับโอกาสเมื่อมันมาถึง เพราะโอกาสที่ดีมักไม่รอคนที่ไม่พร้อม

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook