ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ — ตลาดที่ไทยยังไปได้อีกไกล
ถ้าพูดถึงคู่ค้าสำคัญของไทย หลายคนคงนึกถึงจีน สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่นก่อนเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ คือสองตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก แต่ไทยยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่นัก
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับออสเตรเลียอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่นิวซีแลนด์อยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถ้าเปรียบกับขนาดเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ต้องบอกตรงๆ ว่ายังมีช่องว่างให้เติบโตได้อีกมาก
แล้วทำไมสองตลาดนี้ถึงน่าสนใจ? พี่สยามขอแตกให้ฟังชัดๆ ครับ
ทำไมออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถึงน่าลงทุน?
1. กำลังซื้อสูง — คนที่นี่จ่ายได้จริง
ออสเตรเลียมี GDP per capita (รายได้ต่อหัวประชากร) อยู่ที่ราว 65,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ส่วนนิวซีแลนด์อยู่ที่ประมาณ 48,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เปรียบเทียบกับไทยที่ประมาณ 7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี นั่นหมายความว่าคนที่นั่นมีกำลังซื้อสูงกว่าคนไทยหลายเท่า และพร้อมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นสำหรับสินค้าคุณภาพดี
2. ชุมชนไทยในต่างแดน — สะพานเชื่อมตลาดที่ทรงพลัง
ออสเตรเลียมีชาวไทยอาศัยอยู่ประมาณ 70,000–80,000 คน และนิวซีแลนด์มีอีกราว 10,000–15,000 คน ชุมชนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ "ลูกค้า" แต่เป็น ช่องทางเจาะตลาด ที่ทรงพลัง เพราะพวกเขาช่วยแนะนำสินค้าและอาหารไทยให้กับคนท้องถิ่นได้โดยตรง ร้านอาหารไทยในซิดนีย์หรือเมลเบิร์นมีอยู่นับร้อยแห่ง และหลายที่ติดอันดับร้านอาหารยอดนิยมของเมือง
3. ความตกลงการค้า FTA ที่เปิดประตูไว้แล้ว
ไทยกับออสเตรเลียมีความตกลงการค้าเสรี TAFTA (Thailand–Australia Free Trade Agreement) ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2548 และมีกรอบ ASEAN–Australia–New Zealand FTA (AANZFTA) ครอบคลุมนิวซีแลนด์ด้วย ซึ่งหมายความว่าสินค้าไทยหลายประเภทเข้าสองตลาดนี้ได้ในอัตราภาษีต่ำหรือศูนย์เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ผู้ประกอบการไทยหลายรายยังไม่รู้ หรือยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จากตรงนี้เต็มที่
ไทยได้เปรียบในสินค้าและบริการอะไรบ้าง?
ไม่ใช่ทุกอย่างที่ไทยจะไปสู้ได้ แต่มีหลายอุตสาหกรรมที่ไทยมีจุดแข็งชัดเจนในสองตลาดนี้
- อาหารและเครื่องปรุงไทย: ซอสพริก กะทิ ข้าวหอมมะลิ และผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหาร เป็นที่ต้องการสูงในตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม อย่างออสเตรเลียที่ประชากรกว่า 30% เป็นผู้อพยพจากทั่วโลก
- ยานยนต์และชิ้นส่วน: ไทยส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนไปออสเตรเลียเป็นมูลค่าสูงอยู่แล้ว และยังมีโอกาสขยายในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
- เกษตรแปรรูปและอาหารทะเล: กุ้งแช่แข็ง ปลาทูน่ากระป๋อง และผลไม้แปรรูป เป็นสินค้าที่ไทยส่งออกได้เปรียบเรื่องราคาและคุณภาพ
- การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism): ชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เดินทางมาไทยเพื่อรักษาพยาบาลและทำฟันจำนวนมาก เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าในประเทศตัวเองหลายเท่า
- ดิจิทัลและเทคโนโลยี: สตาร์ทอัพไทยและบริษัทเทคโนโลยีมีโอกาสร่วมมือกับออสเตรเลียซึ่งมีระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง
บทเรียนจากการทูตเศรษฐกิจ: รัฐบาลเปิดทาง แต่เอกชนต้องลงมือ
พี่สยามมองว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการที่ภาครัฐพาผู้นำภาคเอกชนไปในการเยือนต่างประเทศครั้งใหญ่ๆ ไม่ใช่แค่การลงนาม MOU หรือปฏิญญาร่วมที่ฟังดูเป็นทางการ แต่คือ โอกาส B2B (Business-to-Business) ที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง ซึ่งบางทีสร้างมูลค่าได้มากกว่าเอกสารทางการเสียอีก
สิ่งที่เรียกว่า "การทูตเศรษฐกิจ" (Economic Diplomacy) คือการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเป็นตัวเปิดประตู ให้ภาคเอกชนเข้าไปเจรจาต่อได้ง่ายขึ้น มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และข้ามขั้นตอนราชการได้บางส่วน ซึ่งในทางปฏิบัติมันช่วยได้จริงครับ
"รัฐบาลเปิดประตูให้ แต่เอกชนต้องก้าวเข้าไปเอง — การรอให้รัฐบาลทำทุกอย่างให้คงไม่ได้ผล"
คนทั่วไปอย่างเราจะใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้ยังไง?
อาจฟังดูไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมีหลายจุดที่คนธรรมดาอย่างเราได้ประโยชน์จากความสัมพันธ์การค้าที่แน่นแฟ้นขึ้น
- SME และผู้ประกอบการรายย่อย: ถ้าคุณมีสินค้าหรือบริการที่น่าสนใจ ลองศึกษาช่องทางส่งออกผ่านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) หรือ EXIM Bank ที่มีโปรแกรมสนับสนุน SME โดยเฉพาะ
- คนที่สนใจทำงานหรือเรียนต่อในออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์: ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมักหมายถึงโปรแกรมทุนการศึกษา วีซ่าทำงาน หรือโปรแกรมแลกเปลี่ยนที่ขยายตัวมากขึ้น ติดตามข่าวจากสถานทูตทั้งสองประเทศไว้ได้เลย
- นักลงทุนรายย่อย: ความสัมพันธ์การค้าที่ดีขึ้นอาจส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มส่งออก อาหาร และยานยนต์ที่ผูกกับตลาดออสเตรเลีย ไม่ใช่ข้อมูลให้ตัดสินใจลงทุนโดยตรง แต่เป็นปัจจัยที่น่าติดตาม
- ผู้บริโภคทั่วไป: ความตกลงการค้าที่ดีขึ้นอาจนำมาซึ่งสินค้าจากออสเตรเลีย เช่น ผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ หรือวิตามินคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น
ข้อสังเกตที่อยากให้ระวัง
พี่สยามไม่ได้จะมองโลกสวยไปหมดนะครับ มีบางอย่างที่ต้องระวังไว้ด้วย
ประการแรก การลงนาม MOU หรือปฏิญญาร่วมไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ ในอดีตไทยเคยมีข้อตกลงกับหลายประเทศที่ผ่านไปหลายปีแล้วยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมมากนัก สิ่งสำคัญคือการ ติดตามว่ามีกลไกขับเคลื่อนจริงไหม ไม่ใช่แค่การลงนามแล้วจบ
ประการที่สอง ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีมาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบนำเข้าที่เข้มงวดมาก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยอาหารและสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการที่อยากเจาะตลาดนี้ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเรื่องมาตรฐานก่อนครับ ไม่ใช่แค่ราคาถูก
มุมมองของพี่สยาม
ถ้าเป็นพี่สยามเองนะ ผมมองว่าออสเตรเลียและนิวซีแลนด์คือ "ตลาดที่ถูกมองข้ามโดยไม่มีเหตุผล" สำหรับคนไทยจำนวนมาก เพราะเราคุ้นเคยกับตลาดเอเชียด้วยกันมากกว่า แต่สองประเทศนี้มีข้อดีที่ตลาดเอเชียหลายแห่งให้ไม่ได้ ทั้งกำลังซื้อสูง กฎหมายคุ้มครองธุรกิจที่โปร่งใส และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับไทยที่มีมายาวนาน
สิ่งที่หวังจริงๆ คืออยากให้โอกาสเหล่านี้กระจายไปถึง SME รายเล็กๆ ด้วย ไม่ใช่แค่บริษัทใหญ่ที่มีทรัพยากรพอจะบุกตลาดต่างประเทศอยู่แล้ว เพราะหลายครั้งเราเห็นว่าการเยือนต่างประเทศระดับนายกฯ สร้างข่าวได้เยอะ แต่ประโยชน์จริงๆ ไหลไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อยได้แค่ไหน ตรงนั้นแหละที่ต้องติดตามกันต่อครับ





