นักแสดงสาวระดับตำนานเวียดนาม กลับมาพร้อมเรื่องที่ต้องพูดให้ชัด
ถ้าพูดถึงดาราหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของวงการบันเทิงเวียดนาม ชื่อของ Tăng Thanh Hà หรือที่แฟนๆ นิยมเรียกสั้นๆ ว่า Hà Tăng คงไม่มีใครไม่รู้จัก เธอเป็นนักแสดงและนางแบบที่ครองใจคนทั่วภูมิภาคมาหลายปี ก่อนจะค่อยๆ ถอยออกจากวงการไปโฟกัสกับชีวิตครอบครัว
แต่ล่าสุด หลังจากห่างหายจากจอเงินไปนานกว่า 10 ปี ฮา ตัง ก็ประกาศกลับมาอีกครั้งอย่างเต็มตัว ด้วยการรับบทบาทสำคัญในภาพยนตร์เรื่องใหม่ในฐานะ "นามเฟือง พระราชินี" บทบาทที่ต้องใช้ทั้งความสามารถและความกล้าอย่างมาก และในงานแถลงข่าวครั้งนี้เอง เธอได้ใช้โอกาสพูดถึงเรื่องหนึ่งที่สะสมมานาน นั่นคือการ เคลียร์ข้อมูลส่วนตัว ที่สื่อและแหล่งข่าวต่างๆ เข้าใจผิดกันมาหลายปี

เคลียร์ให้ชัด: เกิดที่ไหน ทำไมถึงสำคัญ?
หนึ่งในสิ่งที่ฮา ตัง ออกมาพูดถึงในงานแถลงข่าวครั้งนี้ คือเรื่องของ ภูมิลำเนา ที่สื่อหลายสำนักระบุไว้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เธอบอกว่าเจอบทความมากมายที่ระบุว่าเธอมาจากจังหวัดต่างๆ ในแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็น เตียนยาง, ด่งท้าป, เบ๊นแต้ หรือก่อกง แต่ความจริงคือเธอ เกิดและเติบโตที่นครโฮจิมินห์ ตลอดมา
"หลายครั้งที่เห็นระบุว่าฉันมาจากเตียนยาง บ้างก็ด่งท้าป เบ๊นแต้ หรือก่อกง แต่ความจริงแล้วฉันเกิดและโตที่โฮจิมินห์ซิตี้ ไม่ใช่แถบเมี่ยวเต็ย (สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง) ดังนั้นวันนี้ขอโอกาสนี้ชี้แจงให้ถูกต้องด้วยนะคะ" — ฮา ตัง กล่าวในงานแถลงข่าว
พี่สยามมองว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาหลายคน แต่สำหรับตัวศิลปินเองมันไม่เล็กน้อยเลย เพราะ อัตลักษณ์และรากเหง้า ของคนเราคือสิ่งที่ควรได้รับการบันทึกอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อเป็นบุคคลสาธารณะที่มีคนติดตามนับล้าน ถ้าข้อมูลผิดก็แพร่กระจายไปไวมาก และยากมากที่จะแก้ไขทีหลัง

ชีวิตแม่สามลูกในวงการที่หลายคนอยากรู้
นอกจากเรื่องภูมิลำเนาแล้ว สิ่งที่แฟนๆ และสื่อสนใจมาตลอดคือชีวิตส่วนตัวของเธอในฐานะ คุณแม่ลูกสาม ฮา ตัง แต่งงานกับ Louis Nguyễn นักธุรกิจชื่อดัง และมีลูกด้วยกันสามคน ได้แก่
- ลูกชายคนโต Richard Nguyễn เกิดปี 2015
- ลูกสาวคนที่สอง Chloe Nguyễn เกิดปี 2017
- ลูกคนเล็กที่เกิดช่วงปลายปี 2021
สิ่งที่ทำให้คู่นี้ได้รับการชื่นชมอย่างมากคือการที่ทั้งคู่ ปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูก อย่างเคร่งครัด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แทบไม่มีภาพใบหน้าของลูกๆ ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะเลย เพราะทั้งคู่ต้องการให้ลูกมีชีวิตปกติ ไม่ถูกกดดันหรือรับแรงกดดันจากสังคมและสื่อตั้งแต่ยังเล็ก
ถ้าเป็นพี่สยามเจอแบบนี้... ก็คงชื่นใจมากที่เห็นดาราระดับนี้ยังเลือกปกป้องลูกแทนที่จะใช้ลูกเป็นเครื่องมือสร้างคอนเทนต์ เพราะในยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกคนแย่งกันโพสต์ภาพลูก การรักษาขอบเขตนี้ไว้ถือว่าใจแข็งมากจริงๆ

12 ปีแต่งงาน ยังคุยกันไม่หมดเรื่อง — ความรักแบบไหนที่ยั่งยืนได้?
อีกเรื่องที่ฮา ตัง เผยและทำให้หลายคนอิ่มใจคือการพูดถึง ความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ หลังแต่งงานมา 12 ปี เธอบอกว่าสิ่งหนึ่งที่ทั้งคู่ยังทำอยู่เสมอคือ การพูดคุยกันตั้งแต่เช้าจนถึงดึก ไม่เคยหมดเรื่องจะสนทนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิต งาน หรือความฝันในอนาคต
"ฉันรู้จักคนพิเศษคนนี้มา 15 ปีแล้ว หลังจากแต่งงานมา 12 ปี เราก็ยังคุยกันได้ทั้งวันทั้งคืนทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน ยังไม่หมดเรื่องจะพูด ไม่หมดเรื่องจะเล่า และยังมีความฝันที่จะวางแผนร่วมกัน เขาคือสามีฉัน คือเพื่อนที่ดีที่สุด คือที่พักพิงของฉัน และคือคนที่ทำให้ฉันยิ้มได้เสมอ" — ฮา ตัง
ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นมากเลยนะครับ เพราะหลายคู่ที่แต่งงานกันมานาน มักบอกว่าความสัมพันธ์เริ่มจืดชืด ไม่รู้จะคุยอะไรกัน แต่สิ่งที่ฮา ตัง และหลุยส์ แสดงให้เห็นคือ การสื่อสารคือหัวใจของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

มุมสุขภาพที่ซ่อนอยู่ในเรื่องราวชีวิตนี้
พี่สยามอยากชวนมองในมุม สุขภาพจิตและสุขภาวะของครอบครัว เพราะสิ่งที่ฮา ตัง พูดถึงทั้งหมดในวันนั้น ล้วนเป็นบทเรียนที่มีคุณค่ามากสำหรับคนไทยเราด้วยเหมือนกัน
1. การสื่อสารในครอบครัว — การที่คู่สมรสยังคุยกันได้ทุกวัน แบ่งปันเรื่องราว รับฟังซึ่งกันและกัน คือสิ่งที่นักจิตวิทยาครอบครัวยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตคู่ยืนยาว งานวิจัยจาก Gottman Institute ที่ศึกษาคู่สมรสมากกว่า 40,000 คู่ พบว่าคู่ที่มีนิสัยพูดคุยแบ่งปันกันสม่ำเสมอมีอัตราหย่าร้างต่ำกว่าคู่ที่ไม่สื่อสารกันถึง 3 เท่า
2. การปกป้องเด็กจากสื่อ — ในยุคที่โซเชียลมีเดียครอบงำชีวิต เด็กที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะตั้งแต่เล็กอาจเผชิญกับความกดดันทางสังคม ความวิตกกังวล หรือปัญหาอัตลักษณ์ในระยะยาว องค์การ UNICEF เคยระบุว่า เด็กมีสิทธิในความเป็นส่วนตัว และพ่อแม่ควรคำนึงถึงสิ่งนี้ก่อนโพสต์ภาพลูกบนสื่อสาธารณะ
3. สุขภาพจิตของแม่ — ฮา ตัง เคยพูดถึงการปรับตัวในชีวิตหลังมีลูก ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณแม่หลายคนเข้าใจดี ความเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจหลังคลอดเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง

สิ่งที่คนไทยเราเรียนรู้ได้จากเรื่องนี้
อาจดูแปลกที่จะโยงเรื่องของดาราเวียดนามมาหาคนไทย แต่พี่สยามคิดว่ามีบทเรียนที่ใช้ได้ข้ามพรมแดนอยู่หลายอย่างเลย
- ข้อมูลเท็จแพร่กระจายเร็วมาก — ข่าวผิดๆ เกี่ยวกับฮา ตังหมุนเวียนมานานหลายปีโดยไม่มีการตรวจสอบ เรื่องนี้เตือนใจเราว่าควร ตรวจสอบแหล่งข้อมูลก่อนแชร์ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใครก็ตาม
- สิทธิส่วนบุคคลของเด็กต้องได้รับการเคารพ — ในบ้านเราก็มีพ่อแม่จำนวนมากที่โพสต์ภาพลูกลงโซเชียลโดยไม่ได้คิดถึงผลระยะยาว พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยก็เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้นด้วย
- ความสัมพันธ์ที่ดีต้องลงทุน — การที่คู่รักยังคุยกันได้ไม่รู้จบหลัง 12 ปีไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเอง แต่มาจากการ ทุ่มเทเวลาและความสนใจให้กันและกัน อย่างสม่ำเสมอ

มุมมองของพี่สยาม: ข่าวเล็กๆ ที่มีน้ำหนักไม่น้อย
ตอนที่พี่สยามอ่านข่าวนี้ครั้งแรก ก็คิดว่าเป็นแค่ข่าวดาราเวียดนามออกมาชี้แจงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่พอนั่งคิดดูอีกที กลับรู้สึกว่ามันสะท้อนอะไรบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น
ฮา ตัง เป็นดาราที่มีชื่อเสียงมายาวนาน แต่เธอไม่ได้เลือกที่จะ ขายชีวิตส่วนตัวเพื่อแลกกับความดัง เธอรักษาขอบเขตของตัวเองไว้ได้ดีมาก ทั้งเรื่องลูก เรื่องครอบครัว และเรื่องชีวิตประจำวัน และเมื่อมีข้อมูลที่ผิดพลาด เธอก็เลือกจังหวะที่เหมาะสมในการชี้แจง ไม่ใช่การระเบิดอารมณ์หรือตอบโต้บนโซเชียล
ในยุคที่ใครๆ ก็พยายาม ขุดเรื่องส่วนตัวของคนดัง จนกลายเป็นเรื่องปกติ เรื่องราวของฮา ตังชวนให้คิดว่า เราในฐานะผู้บริโภคข่าวก็มีส่วนรับผิดชอบด้วย เพราะถ้าเราไม่คลิก ไม่แชร์ข่าวที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ สื่อที่ผลิตข่าวผิดๆ ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะทำต่อ
และถ้าจะให้พี่สยามสรุปบทเรียนจากชีวิตของเธอในวันนี้ คงต้องบอกว่า ความสุขที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการมีทุกอย่าง แต่มาจากการรู้จักรักษาสิ่งที่มีคุณค่าให้ดี ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ ความเป็นส่วนตัว หรือแม้แต่ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวเอง
ลองนำไปปรับใช้กับชีวิตของตัวเองดูนะครับ บางทีเรื่องเล็กๆ ของดาราต่างประเทศ อาจเป็นกระจกที่สะท้อนสิ่งที่เราควรใส่ใจมากขึ้นในชีวิตของตัวเองก็ได้





