มีคนพูดประโยคหนึ่งที่พี่สยามว่าโดนใจมากคือ "ฉันไม่ได้รักเธอ ฉันแค่รักความรู้สึกตอนอยู่กับเธอ" ฟังดูโหดร้าย แต่ถ้าเราเข้าใจวิทยาศาสตร์ของสมองและฮอร์โมน มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับคนจำนวนไม่น้อย
ในรายการ "คลับฟรายเดย์โชว์" ทางช่องวัน นักแสดงหนุ่มคนหนึ่งพูดถึงช่วงที่ตัวเองหมกมุ่นเรื่องความรักจนถึงขั้นพาแฟนไปสาบานที่วัดพระแก้ว แล้วก็ยังไม่รู้สึกผิดตอนที่เจ้าชู้ เพราะสิ่งที่เขาติดใจจริงๆ ไม่ใช่ตัวผู้หญิง แต่คือ ความรู้สึก In Love นั้นต่างหาก
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของใครคนเดียว มันเกิดขึ้นกับคนทั่วโลก และมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์รองรับชัดเจนมาก
โดพามีน คืออะไร และมันเกี่ยวอะไรกับความรัก?
โดพามีน (Dopamine) คือสารเคมีในสมองที่ทำหน้าที่สร้าง "ความรู้สึกดี" หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Reward Signal มันหลั่งออกมาเวลาเราได้สิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นอาหารอร่อย เกมที่ชนะ หรือ... คนที่เราชอบยิ้มให้
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Rutgers โดย Helen Fisher นักมานุษยวิทยาด้านความรักชื่อดัง พบว่า ตอนที่เราตกหลุมรักใหม่ๆ สมองส่วนที่ทำงานหนักที่สุดคือส่วนเดียวกับที่ทำงานเมื่อคนติดโคเคน นั่นคือ Ventral Tegmental Area หรือ VTA ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตโดพามีน

พูดง่ายๆ คือ ความรักใหม่ๆ ให้ความรู้สึกคล้ายยาเสพติด ไม่แปลกเลยที่บางคนจะ "ติด" ความรู้สึกนี้และอยากสัมผัสมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทำไมโดพามีนทำให้บางคนกลายเป็น "คนติดความรัก"?
ปัญหาของโดพามีนคือมัน ไม่ยั่งยืน ยิ่งได้รับสิ่งเดิมซ้ำๆ สมองจะปรับตัวจนรู้สึกว่า "มันก็เท่านี้แหละ" ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกว่า Habituation หรือการเคยชิน
ลองนึกถึงตอนที่คุณกินของอร่อยครั้งแรก กับครั้งที่ร้อย ความรู้สึกมันต่างกันมากใช่ไหม? ความรักก็เหมือนกัน
สำหรับคนที่ ติดความรู้สึก In Love สมองจะเรียนรู้ว่าโดพามีนพุ่งสูงสุดในช่วง "ตกหลุมรักใหม่" ซึ่งนักจิตวิทยาเรียกว่าระยะ Limerence ระยะนี้กินเวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี พอมันจางลง บางคนก็เริ่มมองหา "แหล่งโดพามีนใหม่" โดยไม่รู้ตัว
สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจ "ติดความรู้สึกรัก" มากกว่าตัวคนรัก
- รู้สึกเบื่อหรือหายตื่นเต้นกับคนรักหลังจากผ่านไปไม่กี่เดือน
- ชอบช่วงที่ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายชอบตัวเองไหม มากกว่าช่วงที่แน่ใจแล้ว
- รู้สึก "มีชีวิตชีวา" มากกว่าตอนเริ่มคุยกับคนใหม่
- เลิกกับคนเดิมเพราะ "ไม่ตื่นเต้น" แม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำอะไรผิด
- จินตนาการถึงชีวิตกับคนอื่นอยู่บ่อยๆ แม้จะมีคนรักอยู่แล้ว
วัดพระแก้วช่วยได้ไหม? ว่าด้วยการสาบานและความมุ่งมั่น
พี่สยามไม่ได้จะล้อเลียนใครนะครับ แต่เรื่องการพาคนรักไปสาบานในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มันสะท้อนอะไรบางอย่างที่น่าคิด นั่นคือ คนเราพยายามใช้แรงกดดันภายนอก เพื่อชดเชยแรงจูงใจที่ขาดหายภายใน

นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า External Commitment Device หรือ "อุปกรณ์ผูกมัดตัวเองจากภายนอก" ไม่ว่าจะเป็นการสาบาน การประกาศความสัมพันธ์บนโซเชียล หรือการซื้อแหวนคู่รัก สิ่งเหล่านี้สร้างแรงกดดันทางสังคมที่ช่วยให้เราอยู่กับความสัมพันธ์ได้นานขึ้น
แต่ปัญหาคือ ถ้ารากเหง้าของปัญหาคือการติดโดพามีน แรงกดดันภายนอกอาจช่วยได้แค่ชั่วคราว
จะรับมือกับ "การติดความรู้สึกรัก" อย่างไรดี?
ข้อดีคือมันแก้ได้ครับ ไม่ใช่นิสัยถาวร เพราะสมองของเราเป็น Neuroplastic คือปรับเปลี่ยนได้ตลอดชีวิต
1. เข้าใจก่อนว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
แค่รู้ว่า "นี่คือโดพามีนหลั่ง ไม่ใช่ความรัก" ก็ช่วยได้มากแล้ว นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Metacognition หรือการคิดเกี่ยวกับความคิดของตัวเอง เวลาเริ่มรู้สึกตื่นเต้นกับคนใหม่ ลองถามตัวเองว่า "เราชอบเขา หรือเราชอบความรู้สึกตอนอยู่กับเขา?"
2. ให้เวลากับความสัมพันธ์นานพอ
งานวิจัยพบว่าความรักแบบลึกซึ้ง (Companionate Love) จะเริ่มพัฒนาได้จริงหลังจากผ่านระยะโดพามีนพุ่งไปแล้ว คนที่แต่งงานกันมานานและมีความสุขมักบอกว่า ความรักที่ "งอกงาม" นั้นดีกว่าความรู้สึก In Love ตอนแรกเสียอีก

3. หากำไรจากกิจกรรมอื่น
โดพามีนไม่ได้มาจากความรักอย่างเดียว การออกกำลังกาย การเรียนทักษะใหม่ ดนตรี หรือแม้แต่การทำขนม (ใช่ครับ ทำขนมได้โดพามีนด้วย!) ล้วนกระตุ้นระบบ Reward ในสมองเช่นกัน การ Diversify แหล่งโดพามีนทำให้เราไม่ต้องพึ่งความรักเพียงอย่างเดียว
4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญถ้าจำเป็น
ถ้ารู้สึกว่าพฤติกรรมนี้สร้างความเจ็บปวดให้ตัวเองและคนอื่นซ้ำๆ การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือนักบำบัดไม่ใช่เรื่องน่าอาย มันคือการดูแลสุขภาพใจเหมือนไปหาหมอเมื่อเจ็บป่วย
มุมมองของพี่สยาม
ต้องยอมรับว่าพี่สยามเองก็เคยผ่านช่วงที่ตื่นเต้นกับ "ความรู้สึกใหม่" มากกว่าจะสนใจว่าคนตรงหน้าเป็นคนยังไง คิดว่าหลายคนก็คงเคยแบบนี้บ้าง มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องอายหรือตีตราตัวเองว่าเป็นคนเลว แต่ ความเข้าใจตัวเองคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่น่าสังเกตคือ คนที่ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเองเคยแบบนี้ และสามารถพูดถึงมันได้ด้วยความเข้าใจ มักจะเป็นคนที่เติบโตขึ้นมาจากจุดนั้นแล้วด้วย
ความรักที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากโดพามีนที่พุ่งสูงตลอดเวลา มันมาจากการเลือกที่จะอยู่กับคนๆ หนึ่ง แม้ในวันที่ความตื่นเต้นจางลงแล้ว และนั่นแหละครับ คือความรักที่ "เป็นผู้ใหญ่" จริงๆ





