สองยักษ์ใหญ่อาเซียนที่ยังจับมือกันไม่แน่นพอ
ถ้าพูดถึงประเทศที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน หลายคนนึกถึงไทยกับอินโดนีเซียเป็นอันดับต้นๆ แน่นอน ไทยมี GDP ประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนอินโดนีเซียใหญ่กว่าเรามากด้วย GDP เกือบ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และประชากรเกือบ 280 ล้านคน แต่รู้ไหมว่า แม้จะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ราว 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเท่านั้น ซึ่งถ้าเทียบกับศักยภาพที่แท้จริง ตัวเลขนี้ยังถือว่า "น้อยเกินไป" มากๆ
คำถามคือ ทำไมสองประเทศที่ใหญ่ขนาดนี้ถึงค้าขายกันน้อยกว่าที่ควรจะเป็น? และถ้าความสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย-อินโดนีเซียถูกยกระดับขึ้นจริง มันจะมีความหมายอะไรกับพวกเราคนไทยธรรมดาๆ บ้าง?
ทำไมอินโดนีเซียถึงสำคัญกับเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่คิด
อินโดนีเซียไม่ได้เป็นแค่ "บ้านใกล้เรือนเคียง" ธรรมดา แต่มีจุดเด่นหลายอย่างที่เป็นประโยชน์กับไทยโดยตรง
- ตลาดผู้บริโภคยักษ์ใหญ่: ประชากร 280 ล้านคน ชนชั้นกลางกำลังขยายตัวต่อเนื่อง ความต้องการสินค้าและบริการคุณภาพสูงพุ่งขึ้นทุกปี ซึ่งไทยมีสินค้าหลายประเภทที่ตอบโจทย์ตลาดนี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นอาหารแปรรูป รถยนต์ เครื่องจักร และวัสดุก่อสร้าง
- ตลาดฮาลาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก: อินโดนีเซียมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก ประมาณ 230 ล้านคน ทำให้เป็นตลาดฮาลาลที่มีกำลังซื้อมหาศาล ขณะที่ไทยมีโรงงานผลิตอาหารที่ได้มาตรฐานฮาลาลระดับโลก นี่คือ "ไม้เบื่อไม้เมา" ที่เข้ากันได้พอดีเป๊ะ
- ทรัพยากรธรรมชาติที่เสริมกัน: อินโดนีเซียมีนิกเกิล ถ่านหิน และปาล์มน้ำมัน ขณะที่ไทยเข้มแข็งเรื่องเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูป ทั้งสองฝ่ายเสริมห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กันได้อย่างลงตัว
- ประตูสู่ตลาดอาเซียนคนละทาง: ไทยเชื่อมต่อกับ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ส่วนอินโดนีเซียเป็นศูนย์กลางของหมู่เกาะอาเซียนตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าร่วมมือกัน ก็แทบจะครอบคลุมทั้งภูมิภาค
ตลาดฮาลาล: โอกาสทองที่คนไทยยังมองข้ามอยู่
พี่อยากพูดถึงเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะมันคือโอกาสจริงๆ ที่คนไทยหลายคนยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่

ตลาดฮาลาลโลกมีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และคาดว่าจะแตะ 3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ตามข้อมูลจาก DinarStandard รายงาน State of the Global Islamic Economy ไทยเองก็ติด Top 10 ประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมที่มีความพร้อมด้านอุตสาหกรรมฮาลาลมากที่สุดในโลกมาหลายปีแล้ว
แต่ปัญหาคือ เรามีของดีแต่ยังขายได้ไม่เต็มที่ เพราะขาดช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคมุสลิมโดยตรง นี่แหละที่อินโดนีเซียเข้ามาเติมเต็ม ถ้าสองประเทศผนึกกำลังกัน ไทยในฐานะผู้ผลิต + อินโดนีเซียในฐานะตลาด = สูตรที่ Win-Win ทั้งคู่
สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ที่ทำอาหาร เครื่องสำอาง หรือสินค้าอุปโภคบริโภค นี่คือสัญญาณว่าถึงเวลาต้องเริ่มศึกษาและขอรับรองมาตรฐานฮาลาลอย่างจริงจัง ประตูอินโดนีเซียกำลังจะเปิดกว้างขึ้น
ภัยออนไลน์ข้ามชาติ: ปัญหาที่แก้คนเดียวไม่ได้
นอกจากเรื่องเศรษฐกิจ อีกประเด็นที่สำคัญมากและใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด คือความร่วมมือด้านปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ

แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงออนไลน์ไม่ได้อยู่ในประเทศเดียว แต่กระจายตัวข้ามพรมแดนหลายประเทศ ตามรายงานของ UNODC (สำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ) ประมาณการว่า ในแต่ละปีมีเงินหมุนเวียนจากการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยและอินโดนีเซียต่างก็เป็นทั้งประเทศที่ถูกหลอกลวงและเป็นทางผ่านของปฏิบัติการเหล่านี้
วิธีที่มิจฉาชีพเหล่านี้ทำงานมีความซับซ้อนมาก เช่น
- ใช้เบอร์โทรศัพท์ที่จดทะเบียนในประเทศ A โทรหาเหยื่อในประเทศ B โดยผ่านเซิร์ฟเวอร์ในประเทศ C
- เปิดบัญชีธนาคารในหลายประเทศพร้อมกันเพื่อโอนเงินซิกแซกจนตามยาก
- สร้างเว็บไซต์และแอปปลอมที่จดโดเมนในต่างประเทศ ทำให้ตำรวจในประเทศใดประเทศหนึ่งจัดการได้ยาก
นั่นคือเหตุผลที่ "ความร่วมมือระหว่างประเทศ" ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการดำเนินคดีข้ามพรมแดนจึงจำเป็นมากๆ การที่ไทยกับอินโดนีเซียตกลงจะยกระดับความร่วมมือด้านนี้ หมายความว่าโอกาสที่มิจฉาชีพจะหนีลอยนวลได้น้อยลงนั่นเอง
ถ้าเป็นคนไทยธรรมดา ได้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง?
พี่รู้ว่าหลายคนอ่านถึงตรงนี้แล้วอาจยังรู้สึกว่า "นโยบายระดับประเทศ มันไกลตัวเราเกินไป" แต่ขอลองมองในมุมนี้ดูนะ

- นักลงทุนและผู้ประกอบการ: ถ้าการค้าไทย-อินโดนีเซียขยายตัวจาก 19,500 ล้านดอลลาร์ไปถึงเป้าหมาย 23,000 ล้านดอลลาร์ตามที่ตั้งเป้าไว้ นั่นหมายถึงออเดอร์และโอกาสธุรกิจใหม่ๆ สำหรับผู้ส่งออกไทยโดยตรง
- คนทำงานในภาคเกษตรและอาหาร: อินโดนีเซียต้องการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปจากไทยมากขึ้น ซึ่งหมายถึงความต้องการแรงงานและโอกาสทางอาชีพที่เพิ่มขึ้น
- ผู้บริโภคทั่วไป: ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งขึ้นในภูมิภาค มีส่วนช่วยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน
- ทุกคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต: ความร่วมมือปราบภัยออนไลน์ข้ามชาติที่เพิ่มขึ้นหมายถึงสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับทุกคน
มุมมองของพี่สยาม: ความสัมพันธ์ที่ควรเกิดขึ้นนานแล้ว
พูดตรงๆ ตามความรู้สึก ถ้าพี่เป็นคนทำธุรกิจ พี่คงตื่นเต้นมากกับเรื่องนี้ เพราะมันคือสัญญาณว่าตลาด 280 ล้านคนกำลังเปิดกว้างขึ้นสำหรับสินค้าและบริการของไทย แต่ถ้าเป็นในฐานะคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน สิ่งที่พี่รู้สึกได้มากกว่าคือ โล่งใจที่ภัยออนไลน์ข้ามชาติกำลังจะถูกจัดการอย่างจริงจังมากขึ้น
สิ่งที่น่าสังเกตคือ การหารือในระดับนี้ไม่ได้จบแค่การพบปะและออกแถลงการณ์ร่วม แต่ต้องติดตามว่าจะเกิดผลรูปธรรมอะไรขึ้นจริงๆ เพราะความสำเร็จของหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระดับนี้วัดกันที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่เจตนา ทั้งในแง่ตัวเลขมูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้น และจำนวนคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่ถูกปราบปรามได้จริง
สำหรับคนที่อยากใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ พี่แนะนำให้เริ่มศึกษาตลาดอินโดนีเซียอย่างจริงจัง ดูข้อมูลจาก DITP (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ) หรือ BOI ที่มีข้อมูลและโปรแกรมช่วยเหลือผู้ประกอบการที่อยากขยายตลาดอาเซียน และถ้าคุณอยู่ในธุรกิจอาหารหรือสินค้าอุปโภคบริโภค การขอรับรองฮาลาลตอนนี้คือการลงทุนที่คุ้มค่ามากในระยะยาว
อนาคตของเศรษฐกิจไทยในอาเซียนไม่ได้วิ่งคนเดียว การมีหุ้นส่วนที่แข็งแกร่งอย่างอินโดนีเซียอยู่ข้างๆ นั้น สำคัญมากครับ




