"หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" ไม่ใช่แค่คำสวยหรู
ทุกครั้งที่ได้ยินข่าวผู้นำประเทศเดินทางเยือนต่างประเทศ หลายคนอาจรู้สึกว่ามันไกลตัว เป็นเรื่องของนักการเมืองกับผู้นำต่างชาติ ไม่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันเราสักเท่าไหร่ แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่เรียกว่า "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" (Strategic Partnership) ระหว่างสองประเทศนั้น ถ้าเดินหน้าได้เป็นรูปธรรม มันส่งผลถึงเราโดยตรงครับ ไม่ว่าจะเป็นตลาดส่งออก โอกาสทำงาน หรือแม้แต่ราคาสินค้าในประเทศ
พี่สยามอยากชวนทุกคนทำความเข้าใจคำๆ นี้ให้ชัดขึ้น และมองดูว่าความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรเลียในวันนี้มีมูลค่าและโอกาสอะไรซ่อนอยู่บ้าง
Strategic Partnership คืออะไรกันแน่
คำว่า "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" ฟังดูเป็นทางการ แต่แปลให้เข้าใจง่ายก็คือ "การตกลงร่วมมือกันในระดับลึก ครอบคลุมหลายด้าน และมีเป้าหมายระยะยาวร่วมกัน" มากกว่าแค่ข้อตกลงการค้าทั่วไปที่เน้นแค่ซื้อ-ขายสินค้า
โดยทั่วไปแล้ว Strategic Partnership ระหว่างสองประเทศมักครอบคลุมอย่างน้อย 3-4 มิติหลักๆ ได้แก่

- การค้าและการลงทุน — เปิดตลาดให้กันและกัน ลดภาษี สร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อธุรกิจ
- ความมั่นคงและการทหาร — แลกเปลี่ยนข้อมูล ฝึกซ้อมร่วม หรือร่วมมือด้านความปลอดภัยในภูมิภาค
- การศึกษาและวิทยาศาสตร์ — ทุนการศึกษา วิจัยร่วม แลกเปลี่ยนนักวิชาการ
- วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว — ส่งเสริมการรู้จักกันระหว่างประชาชนสองฝั่ง
ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ ปัจจุบันไทยมีหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับหลายประเทศทั่วโลก ทั้งจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และสหรัฐฯ โดยแต่ละคู่มีจุดเน้นแตกต่างกันไปตามผลประโยชน์ร่วมกัน
ไทย–ออสเตรเลีย: ความสัมพันธ์ที่ลึกกว่าที่คิด
หลายคนอาจไม่รู้ว่าออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าและหุ้นส่วนสำคัญของไทยในภูมิภาคแปซิฟิกมานานหลายทศวรรษ ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มูลค่าการค้าระหว่างไทย–ออสเตรเลียอยู่ในระดับ 200,000-250,000 ล้านบาทต่อปี โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปออสเตรเลีย ได้แก่ รถยนต์และชิ้นส่วน อาหารสำเร็จรูป ยางพารา และผลิตภัณฑ์พลาสติก
นอกจากนี้ยังมีกรอบความตกลงการค้าเสรี TAFTA (Thailand–Australia Free Trade Agreement) ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งช่วยลดภาษีนำเข้าระหว่างสองประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ
เศรษฐกิจดิจิทัล: สนามใหม่ที่น่าจับตา
สิ่งที่น่าสนใจในการเชื่อมความสัมพันธ์รอบนี้คือการให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจดิจิทัล และ นวัตกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Canva ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออกแบบกราฟิกออนไลน์ที่คนไทยน่าจะคุ้นชื่อกันดี

ออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบนิเวศสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ตามรายงานของ Startup Genome ปี 2023 เมืองซิดนีย์ติดอันดับ Top 20 ของโลกในด้าน Startup Ecosystem และมีบริษัท Unicorn (สตาร์ทอัพมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์) หลายแห่ง
สำหรับไทย ความร่วมมือด้านนี้อาจหมายถึงการดึงดูดการลงทุนด้าน Tech เข้ามา การแลกเปลี่ยนความรู้ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และโอกาสที่นักพัฒนาซอฟต์แวร์หรือสตาร์ทอัพไทยจะมีช่องทางเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียได้ง่ายขึ้น
Lowy Institute คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
หนึ่งในจุดที่น่าสังเกตในทริปนี้คือการกล่าวปาฐกถาที่ Lowy Institute ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านนโยบายระหว่างประเทศชั้นนำของออสเตรเลีย ก่อตั้งในปี 2003 โดย Frank Lowy มหาเศรษฐีชาวออสเตรเลียเชื้อสายยิว
Lowy Institute มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางความคิดด้านนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลียและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การที่ผู้นำประเทศใดก็ตามได้รับเชิญให้ปาฐกถาที่นี่ นั่นแปลว่าคำพูดของเขาจะถูกถ่ายทอดสู่นักวิชาการ นักธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายชั้นนำของออสเตรเลียโดยตรง มันเป็นเวทีที่มีน้ำหนักมากกว่าการแถลงข่าวทั่วไปครับ

คนไทยได้อะไรจากความร่วมมือแบบนี้
พี่สยามอยากวิเคราะห์ตรงนี้ให้ชัดๆ เพราะเชื่อว่าหลายคนสงสัยแต่ไม่ค่อยมีใครอธิบาย
- ผู้ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร รถยนต์ และสินค้าเกษตรแปรรูป อาจได้รับประโยชน์จากการขยายโควตาหรือการลดอุปสรรคทางการค้าเพิ่มเติม
- คนทำงานด้าน Tech และสตาร์ทอัพ อาจมีโอกาสร่วมโครงการแลกเปลี่ยนหรือเข้าถึงแหล่งทุนจากออสเตรเลียมากขึ้น
- นักศึกษาไทย ออสเตรเลียเป็นจุดหมายยอดนิยมอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลที่แน่นแฟ้นขึ้นอาจหมายถึงทุนการศึกษาหรือโปรแกรมแลกเปลี่ยนใหม่ๆ
- ชาวไทยในออสเตรเลีย ซึ่งมีอยู่กว่า 80,000-100,000 คน ตามข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตไทยในแคนเบอร์รา ย่อมได้รับความสนใจและการดูแลจากภาครัฐมากขึ้น
ข้อควรระวัง: ความร่วมมือระหว่างประเทศไม่ได้ได้ผลทันที
พี่สยามต้องพูดตรงๆ ว่า การเดินทางเยือนต่างประเทศของผู้นำ การลงนาม MOU หรือแม้แต่การประกาศ Strategic Partnership นั้น ผลที่เป็นรูปธรรมมักต้องใช้เวลา บางครั้งเป็นปีหรือหลายปีกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริง
ที่ผ่านมาไทยมีการลงนาม MOU และข้อตกลงกับต่างประเทศจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ทุกฉบับที่ได้รับการติดตามผลอย่างจริงจัง สิ่งที่จะช่วยให้ความร่วมมือเดินหน้าได้จริงคือ กลไกติดตาม (Follow-up Mechanism) ที่ชัดเจน มีกำหนดเวลา และมีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนครับ
มุมมองพี่สยาม
ส่วนตัวพี่สยามมองว่าการเชื่อมสัมพันธ์กับออสเตรเลียในยุคนี้มีความหมายมากกว่าแค่เรื่องการค้า เพราะออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในกรอบ Indo-Pacific ซึ่งเป็นสนามยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และอีกหลายชาติกำลังแข่งขันกันอยู่ การที่ไทยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายในภูมิภาคนี้คือ "ทุนสำคัญ" ที่จะทำให้เราไม่ถูกบีบให้เลือกข้าง
สิ่งที่พี่อยากให้คนไทยทำได้เลยคือ ลองติดตามว่าหลังการเยือนครั้งนี้จะมีข้อตกลงหรือโครงการอะไรเกิดขึ้นบ้าง และลองดูว่าอาชีพหรือธุรกิจของตัวเองอาจมีส่วนเชื่อมกับโอกาสเหล่านั้นได้อย่างไร เพราะบางทีโอกาสที่เราคิดว่าไกลตัว อาจอยู่แค่เอื้อมถ้าเรารู้จักมองครับ




