เมื่อความฝันกับความจริงไม่ตรงกัน
ลองนึกภาพว่าคุณอายุ 25 ปี มีสตาร์ทอัพด้าน AI ที่มีนักลงทุนสนับสนุน มีพนักงาน และมีรายได้เติบโตต่อเนื่อง แถมยังเลือกมาตั้งฐานที่ญี่ปุ่น — ประเทศที่ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าอยากเป็น Hub ของ Startup ระดับโลก แต่สุดท้ายกลับพบว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ได้วีซ่าทำธุรกิจในประเทศนั้น
นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับ Shakhboz Khayrilloev ชาวอุซเบกิสถานวัย 25 ปี ผู้ก่อตั้ง Logistical บริษัทสตาร์ทอัพ AI ที่กำลังเติบโตในโตเกียว เรื่องราวของเขาสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งอย่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่ญี่ปุ่น "บอกว่าอยากได้" กับสิ่งที่นโยบายจริงๆ กำลัง "ทำ"

กฎใหม่ที่สูงขึ้น แต่โอกาสที่ต่ำลง
วีซ่าที่พูดถึงกันในเรื่องนี้คือ Business Manager Visa หรือวีซ่าบริหารธุรกิจ ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติที่ต้องการมาเปิดกิจการในญี่ปุ่น แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางการญี่ปุ่นได้ปรับเกณฑ์การพิจารณาให้เข้มงวดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ถูกยกระดับขึ้นคือ เกณฑ์ทุนขั้นต่ำ (Capital Requirement) ซึ่งหมายความว่าผู้ยื่นขอวีซ่าต้องแสดงให้เห็นว่ามีเงินทุนจดทะเบียนในระดับที่สูงพอสมควร ปัญหาคือสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น (Early-Stage Startup) โดยธรรมชาติมักไม่มีเงินทุนจดทะเบียนจำนวนมาก แต่ดึงดูดเงินจากนักลงทุนในรูปแบบของ Equity หรือ Convertible Note แทน ซึ่งกฎเก่าของญี่ปุ่นเองก็รับรู้สิ่งนี้ดี
ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นพบว่า จำนวนคำขอวีซ่า Business Manager ลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการปรับเกณฑ์ใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะมองหาประเทศอื่นแทน

ความย้อนแย้งของนโยบาย Startup ญี่ปุ่น
ที่น่าสนใจคือรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของ Kishida และต่อมา Ishiba ได้ประกาศแผน "Startup Ecosystem" อย่างยิ่งใหญ่ มีการตั้งเป้าสร้าง Unicorn (บริษัทที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์) ให้ได้ 100 แห่งภายในปี 2030 มีการจัดตั้ง J-Startup Program เพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ และมีการผลักดันให้ย่าน Shibuya กลายเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรม
แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกัน ผู้ประกอบการต่างชาติที่เดินทางมาถึงโตเกียวพบว่าระบบราชการและข้อกำหนดทางกฎหมายยังซับซ้อน กระบวนการขอวีซ่ายาวนาน และตอนนี้ยังมีเกณฑ์ทุนที่สูงขึ้นมาเป็นอุปสรรคเพิ่มเติม
"ญี่ปุ่นบอกว่าอยากต้อนรับผู้ประกอบการต่างชาติ แต่ระบบวีซ่ากลับถูกออกแบบมาเพื่อคนที่มีเงินทุนพร้อมแล้ว ไม่ใช่คนที่มีไอเดียและความสามารถ" — เสียงจากผู้ประกอบการต่างชาติในโตเกียว

Shibuya กับความพยายามที่ยังอยู่
แม้จะมีปัญหาด้านวีซ่า แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะมืดหมด พื้นที่อย่าง Shibuya Innovation Institute และ Shibuya Startup Support ยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการต่างชาติให้เข้าถึงระบบนิเวศของญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น
Saeko Seno จาก Shibuya Innovation Institute เป็นหนึ่งในผู้ที่คอยช่วยเหลือผู้ประกอบการต่างชาติอย่าง Khayrilloev ให้นำทางผ่านระบบที่ซับซ้อนของญี่ปุ่น บทบาทของคนกลางอย่างนี้มีความสำคัญมาก เพราะช่องว่างระหว่างความตั้งใจของนโยบายกับความเป็นจริงในการปฏิบัตินั้นยังกว้างอยู่
ในด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นมีข้อได้เปรียบหลายอย่างที่ดึงดูดสตาร์ทอัพ ไม่ว่าจะเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเยี่ยม ความปลอดภัยสูง และวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับคุณภาพ แต่ถ้าประตูเข้ายากเกินไป นักประกอบการก็จะหันไปหาสิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือแม้แต่ดูไบแทน

มุมมองของพี่สยาม: เรื่องนี้ทำให้นึกถึงบ้านเรา
ถ้าพี่สยามนั่งอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกอะไรบางอย่าง ก็คงเป็นความรู้สึก "คุ้นๆ" ครับ เพราะนโยบายที่พูดสวยแต่ระบบปฏิบัติไม่ตามทัน ไม่ใช่เรื่องที่ญี่ปุ่นเจอคนเดียว บ้านเราเองก็เคยมีเรื่องแบบนี้บ่อยเหมือนกัน
แต่ที่น่าสังเกตกว่าคือ ญี่ปุ่นเองมีแรงกดดันประชากรสูงมาก ประชากรสูงอายุ แรงงานลดลง และเศรษฐกิจที่ต้องการแรงผลักใหม่ สตาร์ทอัพต่างชาติที่มีไอเดียดีๆ คือหนึ่งในคำตอบที่ดีที่สุด แต่ถ้ากฎวีซ่ายังเป็นแบบนี้ ก็ยากที่จะให้คำตอบนั้นเกิดขึ้นจริง
มันเหมือนกับว่าเปิดร้านอาหารแล้วโฆษณาว่ายินดีต้อนรับลูกค้าทุกคน แต่พอลูกค้ามาถึงหน้าร้านกลับพบประตูที่ล็อคอยู่
ผลกระทบต่อคนไทยที่อยากไปทำธุรกิจในญี่ปุ่น
สำหรับคนไทยที่กำลังมองญี่ปุ่นเป็นจุดหมายของการทำธุรกิจหรือขยายกิจการ เรื่องนี้มีบทเรียนที่ต้องรู้ไว้ดังนี้
- วีซ่า Business Manager ต้องเตรียมเงินทุนให้พร้อม — ถ้าคิดจะไปเปิดบริษัทในญี่ปุ่น ต้องศึกษาเกณฑ์ทุนขั้นต่ำให้ชัดเจนก่อน เพราะตอนนี้มีการปรับให้สูงขึ้น
- อย่าเชื่อแค่โฆษณาของนโยบาย — ญี่ปุ่นประกาศนโยบายสนับสนุน Startup หลายอย่าง แต่ควรตรวจสอบว่าในทางปฏิบัติเป็นอย่างไรด้วย ควรพูดคุยกับคนที่เคยผ่านกระบวนการจริงๆ มาแล้ว
- มองหา Co-working Space และ Community — พื้นที่อย่าง Shibuya Startup Support มักช่วยนำทางระบบได้ดี และมีเครือข่ายที่เป็นประโยชน์
- เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น — สิงคโปร์ยังเปิดรับ Startup ต่างชาติได้ง่ายกว่าในแง่วีซ่าและการจดทะเบียนบริษัท ถ้าเป้าหมายหลักคือตลาดเอเชีย อาจต้องชั่งน้ำหนักให้ดี

ญี่ปุ่นต้องเลือกว่าจะเอาอะไร
บทวิเคราะห์จากนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักชี้ตรงกันว่า ถ้าญี่ปุ่นต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว จำเป็นต้องดึงดูดทั้งแรงงานที่มีทักษะและผู้ประกอบการที่มีไอเดีย การปรับเกณฑ์วีซ่าให้เข้มงวดขึ้นในจังหวะนี้ อาจมีเหตุผลด้านการกรองคุณภาพ แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือการสกัดกั้นคนที่ญี่ปุ่นต้องการที่สุดออกไปด้วย
ตามรายงานของ Nikkei Asia ซึ่งเป็นต้นฉบับข่าวนี้ จำนวนคำขอวีซ่า Business Manager ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และยังไม่มีสัญญาณว่าทางการญี่ปุ่นจะปรับเกณฑ์กลับมา คำถามคือนโยบาย Startup Vision ที่ตั้งเป้าไว้ยิ่งใหญ่จะไปถึงปลายทางได้อย่างไร ถ้าประตูหน้าบ้านยังปิดอยู่

บทสรุปจากพี่สยาม
เรื่องของญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นบทเรียนสำหรับทุกประเทศ รวมถึงไทยด้วย ว่าการสร้างระบบนิเวศที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไม่ใช่แค่การออกนโยบายสวยๆ แต่ต้องทำให้ระบบปฏิบัติจริงสอดคล้องกับนโยบายนั้นด้วย
สำหรับคนไทยที่กำลังมีความฝันอยากไปสร้างธุรกิจในญี่ปุ่น อย่าเพิ่งท้อ แต่ให้ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ เพราะโลกของ Startup ต้องการทั้งความฝันและความรอบคอบไปพร้อมๆ กัน ส่วนญี่ปุ่นเอง ก็คงต้องนั่งทบทวนตัวเองสักหน่อยว่า ถ้าอยากให้คนอื่นมาช่วยสร้างอนาคต ก็ต้องเปิดประตูให้เขาเข้ามาได้ก่อนครับ


