มิจฉาชีพ AI ระบาดหนักในสหรัฐฯ ความเสียหายจากกลโกง Crypto ทะลุ 4 แสนล้านบาทต่อปี

พี่สยาม
พี่สยาม
อาชญากรรม
ขนาดตัวอักษร
มิจฉาชีพ AI ระบาดหนักในสหรัฐฯ ความเสียหายจากกลโกง Crypto ทะลุ 4 แสนล้านบาทต่อปี

เมื่อ AI กลายเป็นอาวุธของมิจฉาชีพ

ถ้าคุณคิดว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือมิจฉาชีพออนไลน์ที่เราเจออยู่ทุกวันนี้น่ากลัวแล้ว ลองฟังตัวเลขนี้ดูก่อน — ในสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียว ความเสียหายจากกลโกงที่เกี่ยวกับ Cryptocurrency (สกุลเงินดิจิทัล) พุ่งสูงเกิน 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 400,000 ล้านบาท และตัวเลขนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะมิจฉาชีพยุคใหม่มีเครื่องมือใหม่ที่ทรงพลังมากขึ้น นั่นก็คือ Artificial Intelligence หรือ AI นั่นเอง

ข้อมูลจากรายงานของสำนักข่าว Reuters และหน่วยงาน FBI ของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการหลอกลวงที่ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยนั้น ทำให้เหยื่อแยกแยะเรื่องจริงกับเรื่องปลอมได้ยากขึ้นมากในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหน้าเว็บไซต์ลงทุนปลอมที่ดูสมจริงอย่างไม่น่าเชื่อ การสร้างตัวตน "ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน" ปลอมด้วย AI หรือแม้แต่การพูดคุยโต้ตอบกับเหยื่อด้วยแชทบอทที่ฉลาดพอๆ กับมนุษย์

กลโกงนี้ทำงานยังไง เราต้องรู้ไว้

กลโกงที่กำลังระบาดหนักที่สุดในสหรัฐฯ มีรูปแบบหลักอยู่แบบหนึ่งที่เรียกกันในวงการว่า "Pig Butchering" (หรือที่บ้านเราเรียกว่า "หมูถูกเชือด") — ฟังดูแปลก แต่ความหมายก็คือการที่มิจฉาชีพจะ "ขุน" เหยื่อมาสักระยะก่อน ด้วยการพูดคุยสร้างความสนิทสนม แล้วค่อยๆ ชักชวนให้เหยื่อโอนเงินไปลงทุนใน Crypto บนเว็บไซต์ปลอมที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง

ที่น่าสังเกตคือ องค์กรอาชญากรรมเหล่านี้เลือกใช้ Stablecoin (สกุลเงินดิจิทัลที่ผูกมูลค่าไว้กับเงินจริง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) อย่าง Tether หรือ USDC มากกว่า Cryptocurrency ทั่วไปอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum สาเหตุก็ตรงไปตรงมา — Stablecoin ไม่ขึ้นลงตามตลาด ทำให้มิจฉาชีพรับเงินได้โดยไม่ต้องกังวลว่ามูลค่าจะตกก่อนที่จะโอนเงินหนีไปได้

ขั้นตอนโดยทั่วไปเป็นแบบนี้ครับ:

  • ขั้นแรก — สร้างความไว้ใจ: ติดต่อเหยื่อผ่าน Social Media, Dating App หรือแม้แต่ส่ง SMS มาผิดเบอร์แล้วทำทีว่าส่งผิด จากนั้นพูดคุยเป็นเพื่อนหรือทำทีเป็นคนรัก บางกรณีอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน
  • ขั้นที่สอง — แนะนำการลงทุน: เมื่อเหยื่อไว้ใจแล้ว จึงค่อยบอกว่า "รู้จักช่องทางลงทุน Crypto ที่ดีมาก" พาไปเว็บไซต์ลงทุนปลอม ซึ่งมี AI ช่วยออกแบบให้ดูน่าเชื่อถือ มีกราฟ มีตัวเลขกำไรปลอม
  • ขั้นที่สาม — ล่อให้โอนเงินมากขึ้น: ในช่วงแรกอาจให้ "ถอนกำไรปลอม" ได้บ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจ จากนั้นก็ชวนให้ลงทุนเพิ่ม และเพิ่ม จนถึงจุดที่เหยื่อโอนเงินก้อนใหญ่ไปแล้ว
  • ขั้นสุดท้าย — เชือดหมู: เมื่อได้เงินมากพอแล้ว เว็บก็หายไป ติดต่อไม่ได้ เงินหมด

AI ทำให้กลโกงนี้น่ากลัวขึ้นอย่างไร

สิ่งที่เปลี่ยนไปในยุคนี้คือ AI ทำให้ขั้นตอนทุกอย่างในกระบวนการหลอกลวงนั้น "สมจริง" ขึ้นหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็น:

  • Deepfake Video: มิจฉาชีพสร้างวิดีโอปลอมของนักลงทุนชื่อดัง เช่น Warren Buffett หรือ Elon Musk มาแนะนำการลงทุน Crypto จนเหยื่อเชื่อจริงๆ
  • AI Chatbot: แทนที่จะต้องจ้างคนนั่งพิมพ์คุยกับเหยื่อตลอด 24 ชั่วโมง ตอนนี้ใช้ AI ทำแทนได้ และตอบคำถามได้ฉลาดพอๆ กับมนุษย์
  • เว็บไซต์ที่ดูน่าเชื่อถือ: AI ช่วยสร้างเว็บไซต์ลงทุนปลอมได้อย่างรวดเร็ว มีรีวิวปลอม มีใบอนุญาตปลอม มีทีมงาน "ผู้เชี่ยวชาญ" ที่สร้างด้วย AI ทั้งหมด
  • การแปลภาษา: มิจฉาชีพที่นั่งอยู่ต่างประเทศสามารถคุยกับเหยื่อทั่วโลกได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องภาษาอีกต่อไป

มุมมองของพี่สยาม — เรื่องนี้ใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด

อ่านข่าวนี้แล้วพี่รู้สึกหนักใจเลยนะครับ เพราะถ้าอเมริกาที่มีระบบการเงินแข็งแกร่ง มีหน่วยงานอย่าง SEC และ FBI ที่คอยดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ยังเสียหายปีละกว่า 400,000 ล้านบาท แล้วคนไทยอย่างเราจะรอดไหม?

ถ้าพี่เจอสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่กลัวที่สุดไม่ใช่ตัวเองจะโดน แต่กลัวว่าคนในครอบครัว — พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อนที่ไม่ค่อยอัปเดตข่าว — จะตกเป็นเหยื่อ เพราะรูปแบบการหลอกลวงแบบนี้มันสร้างขึ้นมาเพื่อเล่นกับอารมณ์และความไว้ใจ ไม่ใช่เรื่องของความฉลาดหรือโง่แต่อย่างใด แม้แต่คนที่รู้เรื่อง Crypto ดีก็เคยโดนมาแล้ว

สัญญาณอันตรายที่คนไทยต้องรู้จัก

จากรูปแบบที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ สิ่งเหล่านี้ควรเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับเราด้วย:

  • มีคนแปลกหน้าติดต่อมาเองผ่าน LINE, Instagram หรือ Facebook แล้วพูดคุยสนิทสนมเร็วผิดปกติ
  • มีการแนะนำ "โอกาสลงทุน Crypto" ที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ เช่น 20-50% ต่อเดือน
  • เว็บไซต์ลงทุนที่ดูดีมาก แต่ไม่มีการจดทะเบียนกับ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ของไทย
  • กดถอนเงินไม่ได้ หรือให้เหตุผลต่างๆ นานาว่าต้องจ่ายภาษีหรือค่าธรรมเนียมก่อนถึงจะถอนได้
  • มีวิดีโอของบุคคลมีชื่อเสียงมาแนะนำการลงทุน — ให้สงสัยไว้ก่อนเลยครับ

คำแนะนำจากพี่สยาม — ป้องกันตัวเองและคนรอบข้าง

พี่ไม่ได้อยากให้ทุกคนกลัว Crypto จนไม่กล้าแตะ เพราะเทคโนโลยีมันไม่ใช่ตัวปัญหา ปัญหาคือคนที่ใช้มันในทางที่ผิด สิ่งที่ทำได้จริงๆ มีดังนี้:

  • ตรวจสอบกับ ก.ล.ต. ก่อนเสมอ: แพลตฟอร์มซื้อขาย Crypto ที่ถูกกฎหมายในไทยต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เช็กได้ที่เว็บไซต์ sec.or.th
  • ไม่เชื่อผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ: ไม่มีการลงทุนไหนในโลกที่การันตีกำไรได้ ถ้าใครบอกว่าได้แน่ๆ ให้สงสัยทันที
  • พูดคุยกับคนที่ไว้ใจก่อนตัดสินใจ: ก่อนโอนเงินก้อนใหญ่ ลองเล่าให้เพื่อนหรือคนในครอบครัวฟังก่อน บางทีคนนอกมองเห็นสัญญาณอันตรายได้ชัดกว่า
  • ส่งต่อข้อมูลให้คนรอบข้าง: โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนที่เพิ่งเริ่มสนใจการลงทุน เพราะพวกเขามักตกเป็นเป้าหมายหลักของมิจฉาชีพ
  • ถ้าโดนหลอกไปแล้ว: แจ้งความที่สถานีตำรวจได้เลย และสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน 1441 ของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บทสรุป — อย่าให้ความโลภชนะความระวัง

ตัวเลข 11,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขที่น่าตกใจ แต่มันคือเงินออมทั้งชีวิตของผู้คนนับพันนับหมื่นคนที่สูญหายไปในพริบตา ไทยเองก็มีรายงานความเสียหายจากกลโกง Crypto มาต่อเนื่อง และรูปแบบที่ใช้ AI เข้ามาช่วยก็เริ่มปรากฏให้เห็นในบ้านเราแล้วเช่นกัน

โลกของ AI และ Crypto ไม่ได้น่ากลัวในตัวมันเอง แต่ถ้าเราไม่รู้ทันมิจฉาชีพที่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ ความเสียหายก็จะตกอยู่กับคนทั่วไปอย่างเราๆ ท้ายที่สุด พี่ขอฝากไว้ว่า "ความโลภเป็นประตูแรกที่มิจฉาชีพเลือกเข้า" ถ้าเราระวังประตูนี้ไว้ให้ดี ก็จะปลอดภัยได้มากทีเดียวครับ

ขอบคุณข้อมูล: Nikkei Asia Tech

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook