เวลาผู้นำบินไปต่างประเทศ เขาไปทำอะไรกันแน่?
หลายคนอาจสงสัยว่าเวลาเห็นข่าวนายกฯ บินไปเยือนประเทศโน้นประเทศนี้ มีพิธีจับมือ ถ่ายรูป ลงนามเอกสาร แล้วกลับมา — แบบนี้มันเกิดประโยชน์อะไรกับคนไทยทั่วไปบ้าง?
คำตอบอยู่ในสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า Economic Diplomacy หรือ "การทูตเชิงเศรษฐกิจ" ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกใช้เปิดประตูทางการค้าและดึงการลงทุนเข้าประเทศ พี่สยามอยากแกะให้ดูว่ากลไกนี้มันทำงานยังไง และผลกระทบจริงๆ ต่อชีวิตคนธรรมดาคืออะไร
การทูตเชิงเศรษฐกิจ ต่างจากการทูตแบบเดิมอย่างไร
การทูตแบบดั้งเดิม (Traditional Diplomacy) มักเน้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เรื่องความมั่นคง พรมแดน และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ แต่ การทูตเชิงเศรษฐกิจ ก้าวไปอีกขั้น โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ:
- เปิดตลาดส่งออก — ให้สินค้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ภาษีนำเข้าต่ำลง
- ดึงการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) — ให้บริษัทต่างชาติมาตั้งโรงงาน สำนักงาน หรือลงทุนในไทย
- ถ่ายทอดเทคโนโลยี — นำความรู้และนวัตกรรมจากประเทศที่พัฒนาแล้วมาใช้ในประเทศ
- สร้างเครือข่ายธุรกิจ — เชื่อมผู้ประกอบการไทยกับคู่ค้าต่างประเทศโดยตรง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ไทยส่งผู้นำเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 13-14 ปี โดยมีการนำภาคเอกชนไทยร่วมเดินทางด้วย เพื่อพบปะกับนักธุรกิจและหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของทั้งสองประเทศ
ทำไมความสัมพันธ์กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถึงสำคัญ
หลายคนอาจมองว่าออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อยู่ไกลจากไทย แต่ความจริงแล้วทั้งสองประเทศมีความสำคัญในหลายมิติ:
ด้านการค้า
ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูงกว่า 65,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ประชาชนมีกำลังซื้อสูง และนิยมสินค้าอาหารคุณภาพ เกษตรแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นจุดแข็งของไทยทั้งสิ้น ขณะที่นิวซีแลนด์แม้ประชากรจะน้อยกว่า (ประมาณ 5 ล้านคน) แต่เป็นตลาดพรีเมียมที่นิยมสินค้าเกษตรและอาหารออร์แกนิก
ด้านพลังงานสะอาด
ออสเตรเลียเป็นผู้นำระดับโลกด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงเป็นผู้ส่งออก Green Hydrogen (ไฮโดรเจนสะอาด) รายใหญ่ที่กำลังเติบโต ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดกับออสเตรเลียจึงตอบโจทย์การที่ไทยต้องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวตามเป้า Carbon Neutrality ปี 2050
ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม
บริษัทอย่าง Fisher & Paykel จากนิวซีแลนด์ที่อยู่ในรายชื่อเจรจา เป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่มีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง หากสามารถดึงให้มาตั้งฐานการผลิตในไทยได้ จะหมายถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานคุณภาพสูง

กลไก "Business Networking" ทำงานอย่างไร
สิ่งที่พี่สยามคิดว่าน่าสนใจกว่าพิธีการทางการทูตคือกิจกรรม Business Networking ที่จัดขึ้นระหว่างการเยือน ซึ่งมี BOI (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน) และ Austrade (หน่วยงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนออสเตรเลีย) ร่วมจัดการ
กลไกนี้ทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติ? โดยสรุปคือ:
- BOI คัดเลือกผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพส่งออกหรือต้องการหาพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ
- จัดการพบปะแบบ One-on-One หรือ Roundtable กับภาคธุรกิจของประเทศปลายทาง
- การมีผู้นำระดับนายกฯ อยู่ในงานช่วยเพิ่ม "น้ำหนัก" ทางการเมืองให้กับข้อตกลงที่จะเกิดขึ้น
- ข้อตกลงที่ตกลงกันในระดับ B2B (Business to Business) สามารถได้รับการสนับสนุนจากมาตรการของรัฐบาลต่อไป
"การทูตระดับผู้นำไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังภาคธุรกิจต่างประเทศว่า รัฐบาลไทยพร้อมต้อนรับการลงทุนอย่างจริงจัง" — แนวทางที่นักวิเคราะห์ด้านการค้าระหว่างประเทศมักพูดถึง
ดีลการทูตเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อคนไทยทั่วไปอย่างไร
พี่สยามอยากบอกตรงๆ ว่า ผลของการทูตเชิงเศรษฐกิจไม่ได้เห็นผลในวันสองวัน แต่มีเส้นทางที่ชัดเจนสู่ชีวิตคนธรรมดา ดังนี้:
คนที่ได้ประโยชน์โดยตรง
- เกษตรกรและผู้ส่งออก — หากตกลงเรื่องการลดภาษีสินค้าเกษตรกับนิวซีแลนด์ได้ ผู้ส่งออกข้าว ผลไม้ และอาหารแปรรูปจะมีตลาดใหม่
- แรงงานในภาคอุตสาหกรรม — ถ้าบริษัทต่างชาติมาตั้งโรงงานในไทย จะเกิดการจ้างงานใหม่
- SME ไทย — เส้นทางการหาคู่ค้าต่างประเทศที่เดิมต้องลงทุนเองมหาศาล กลายเป็นเรื่องเข้าถึงได้ง่ายขึ้นผ่านโครงการจากภาครัฐ
ผลระยะยาวต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทุก 1 ดอลลาร์ที่ไหลเข้ามา สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ 2-3 เท่าผ่านห่วงโซ่อุปทานในประเทศ นั่นหมายความว่าดีลที่เจรจาในวันนี้อาจแปลเป็นรายได้และการจ้างงานในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
ข้อสังเกตที่ไม่ควรมองข้าม
ในฐานะที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจมาหลายปี พี่สยามอยากชี้ให้เห็นว่าการทูตเชิงเศรษฐกิจมีทั้งด้านที่น่าหวังและด้านที่ต้องจับตา:
- MOU ≠ ผลลัพธ์จริง — การลงนาม Memorandum of Understanding (บันทึกความเข้าใจ) เป็นจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด ต้องติดตามว่ามีการแปลงเป็นโครงการจริงหรือไม่
- ผลประโยชน์ต้องกระจายทั่วถึง — ดีลที่เกิดขึ้นควรเอื้อประโยชน์ต่อ SME และเกษตรกรรายย่อย ไม่ใช่แค่บริษัทขนาดใหญ่
- เงื่อนไขต้องโปร่งใส — ประชาชนควรมีสิทธิ์รับรู้รายละเอียดข้อตกลงที่อาจส่งผลต่อนโยบายสาธารณะในประเทศ
มุมมองของพี่สยาม
ถ้าพี่สยามจะพูดตรงๆ — การที่ไทยกลับมาเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นครั้งแรกในรอบ 13-14 ปีนั้น สะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสองประเทศนี้อาจถูกละเลยไปบ้าง ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถือเป็นพาร์ตเนอร์ที่มีศักยภาพมากกว่าที่หลายคนคิด
สิ่งที่พี่สยามอยากให้คนไทยทำได้จริงคือ ติดตามผลลัพธ์ หลังการเยือน ดูว่ามี FDI ไหลเข้ามาจริงหรือเปล่า มีการส่งออกสินค้าไทยไปสองประเทศนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่ในช่วง 1-2 ปีต่อไป และถ้าคุณเป็นเจ้าของ SME หรือสนใจขยายธุรกิจ ลองติดตามข้อมูลจาก BOI ว่ามีโครงการ Business Matching ที่เปิดให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าร่วมบ้างหรือเปล่า เพราะนั่นคือช่องทางที่คนตัวเล็กจะได้ประโยชน์จากการทูตระดับผู้นำได้จริงๆ ครับ





