พูดถึงของที่สกปรกที่สุดในบ้าน หลายคนคงนึกถึงชักโครกเป็นอันดับแรก แต่รู้ไหมครับว่าความเชื่อนั้นอาจจะผิดอยู่มากทีเดียว ตามรายงานของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของอาหารและสุขอนามัยที่เผยแพร่ผ่านสื่อ PHUNUTODAY ชี้ว่า ของใช้ธรรมดาในบ้านที่เราสัมผัสทุกวันอาจสะสมเชื้อแบคทีเรีย (Bacteria) ในปริมาณสูงกว่าชักโครกเสียอีก โดยเฉพาะของที่อยู่ในครัวและโต๊ะทำงาน
เรื่องนี้พี่สยามอยากบอกตรง ๆ ว่า ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อเหมือนกัน เพราะบ้านดูสะอาดดีทุกวัน แต่พอลองนึกดูว่าตัวเองล้างฟองน้ำในครัวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หรือเช็ดรีโมตทีวีทีหลังสุดคือเมื่อไร... ก็เงียบไปพักหนึ่งเลยครับ ความสะอาดที่มองเห็นด้วยตาเปล่ากับความสะอาดระดับจุลชีววิทยา (Microbiology) มันคนละเรื่องกันเลย

ทำไมของใช้ในบ้านถึงกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค?
สิ่งของที่สัมผัสกับมือบ่อย ๆ สัมผัสกับอาหาร หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชื้นแฉะ ล้วนเป็นเงื่อนไขอุดมสมบูรณ์สำหรับเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราทั้งนั้น เมื่อเราไม่ค่อยทำความสะอาดหรือทำความสะอาดผิดวิธี เชื้อโรคก็สะสมขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นต้นเหตุของการแพร่กระจายโรคภายในครอบครัวโดยไม่รู้ตัว
มาดูกันครับว่า 8 สิ่งของในบ้านที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ระวังเป็นพิเศษมีอะไรบ้าง พร้อมวิธีดูแลรักษาที่ถูกต้อง
1. ฟองน้ำล้างจาน — แชมป์อันดับหนึ่งที่ไม่มีใครสงสัย
ฟองน้ำล้างจานในครัวแทบทุกบ้านดูเหมือนของธรรมดา แต่โครงสร้างที่มีรูพรุนเล็ก ๆ นับพันนับหมื่นรู บวกกับความชื้นที่คงอยู่ตลอดเวลา ทำให้ฟองน้ำกลายเป็นสรวงสวรรค์ของเชื้อแบคทีเรียแบบสมบูรณ์แบบมาก
หลังล้างจานแต่ละครั้ง เศษอาหาร ไขมัน และความชื้นที่ติดอยู่กลายเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงจุลชีพต่อไปเรื่อย ๆ ถ้าใช้ฟองน้ำชิ้นเดิมนานเกินไปโดยไม่เปลี่ยน มันจะกลับกลายเป็นตัวกระจายเชื้อโรคไปสู่จานชามและพื้นผิวอื่น ๆ แทน
วิธีดูแล: บีบล้างฟองน้ำให้สะอาดหลังใช้งานทุกครั้ง บิดให้แห้งและวางในที่อากาศถ่ายเทได้ดี และเปลี่ยนใหม่เมื่อเริ่มมีกลิ่นหรือสีเปลี่ยนไป ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เปลี่ยนฟองน้ำทุก 1-2 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย

2. เขียงหั่นอาหาร — รอยมีดคือประตูให้เชื้อโรคเข้าบ้าน
เขียงที่ดูสะอาดอาจไม่ได้สะอาดอย่างที่คิดครับ รอยมีดที่เกิดขึ้นจากการใช้งานทุกวันกลายเป็นร่องลึกเล็ก ๆ ที่เศษอาหารติดแน่น ล้างน้ำธรรมดาก็เข้าไปไม่ถึง ยิ่งถ้าใช้เขียงใบเดียวกันหั่นทั้งเนื้อดิบและผักผลไม้โดยไม่แยก ความเสี่ยงเรื่อง Cross-contamination (การปนเปื้อนข้ามกัน) ยิ่งสูงขึ้นอีก
วิธีดูแล: แยกเขียงสำหรับเนื้อสัตว์ดิบ ปลา และผักผลไม้ออกจากกัน และเมื่อไหร่ที่เขียงมีรอยแตกหรือร่องลึกจนล้างไม่สะอาด ควรเปลี่ยนใหม่ได้เลย อย่าถือว่าเปลืองครับ เรื่องสุขภาพต้องมาก่อน
3. ผ้าเช็ดมือและผ้าเช็ดครัว — ใช้หลายอย่าง เสี่ยงหลายทาง
ผ้าเช็ดในครัวคือของที่เราใช้งานหลากหลายที่สุดในบ้าน ทั้งเช็ดมือ เช็ดโต๊ะ เช็ดจาน บางทีจับของร้อน แล้วก็กลับมาเช็ดอีกรอบ การใช้ผ้าผืนเดียวกับหลายพื้นผิวแบบนี้ทำให้เชื้อแบคทีเรียย้ายตัวจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งในช่วงหน้าร้อนหรืออากาศชื้นของไทย ถ้าผ้าเช็ดมือไม่ได้รับการซักทำความสะอาดบ่อยพอ เชื้อราและแบคทีเรียจะเพิ่มจำนวนเร็วมากในผ้าชื้น ๆ นั้น
วิธีดูแล: ซักผ้าเช็ดในครัวด้วยน้ำร้อนบ่อย ๆ ตากแดดให้แห้งสนิท และหมั่นเปลี่ยนผ้าผืนใหม่เป็นประจำ ไม่ควรรอให้ผ้ามีกลิ่นก่อนค่อยซัก

4. รีโมตคอนโทรล — ของที่ทุกคนจับแต่ไม่มีใครเช็ด
พี่สยามยอมรับเลยว่า รีโมตทีวีที่บ้านเป็นของที่ไม่ค่อยได้ทำความสะอาดจริง ๆ ทั้งที่ทุกคนในบ้านจับทุกวัน ทั้งก่อนกินข้าว หลังกินข้าว มือเพิ่งจับอาหาร มือเพิ่งกลับจากข้างนอก มือของคนที่ไม่สบาย ทุกอย่างรวมกันอยู่บนพื้นผิวรีโมตหมดเลย
ช่วงที่มีคนในบ้านป่วยเป็นไข้หวัดหรือโรคติดเชื้อ รีโมตกลายเป็นสื่อกลางในการแพร่เชื้อสู่คนอื่นในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากครับ
วิธีดูแล: ใช้ผ้านุ่มชุบน้ำยาฆ่าเชื้อ (Disinfectant) เช็ดรีโมตเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงที่มีคนป่วยในบ้าน และควรทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
5. โทรศัพท์มือถือ — ติดตัวตลอด สกปรกตลอด
ตามข้อมูลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัยระบุ โทรศัพท์มือถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่สะสมเชื้อแบคทีเรียได้มากที่สุด เหตุผลก็ตรงไปตรงมาครับ เราพกมันไปทุกที่ ทั้งออฟฟิศ รถสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า และหลายคนก็ยังพกเข้าห้องน้ำด้วย แล้วก็เอากลับมาวางบนโต๊ะอาหาร
หน้าจอสัมผัสที่เราแตะด้วยมือนับร้อยครั้งต่อวัน แต่แทบไม่ได้ทำความสะอาดเลย ถ้าเราเอามือไปจับอาหารหรือสัมผัสใบหน้าหลังจากใช้โทรศัพท์โดยยังไม่ล้างมือ เชื้อโรคก็เดินทางเข้าร่างกายเราได้ทันที

วิธีดูแล: เช็ดโทรศัพท์ด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ (Microfiber) หรือน้ำยาที่ผู้ผลิตแนะนำ ล้างมือก่อนหยิบโทรศัพท์เสมอหลังกลับจากข้างนอกหรือหลังทำอาหาร และพยายามอย่าเอาโทรศัพท์เข้าห้องน้ำหรือวางบนโต๊ะอาหารโดยตรง
6. แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ — เศษขนมบิสกิตกับแบคทีเรียอยู่ร่วมกันอย่างสุขใจ
สำหรับคนที่ชอบกินของว่างหน้าคอมพิวเตอร์ อย่างที่พี่สยามก็เคยเป็น แป้นพิมพ์ (Keyboard) คือของที่สกปรกกว่าที่คิดมากครับ ช่องว่างระหว่างตัวอักษรของแป้นพิมพ์เป็นที่กักเก็บเศษอาหาร ฝุ่น เซลล์ผิวหนัง และเชื้อจุลชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ทำความสะอาดได้ยากมาก
วิธีดูแล: หลีกเลี่ยงการกินอาหารหน้าแป้นพิมพ์ ใช้อุปกรณ์เป่าลมอัด (Compressed Air) ทำความสะอาดช่องระหว่างคีย์เป็นประจำ และเช็ดพื้นผิวด้วยผ้าชุบแอลกอฮอล์ (Alcohol Wipe) สัปดาห์ละครั้ง
7. ที่จับประตูและสวิตช์ไฟ — จุดรวมพลังมือทุกคนในบ้าน
ที่จับประตูและสวิตช์ไฟเป็นพื้นผิวที่ทุกคนในบ้านสัมผัสตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน แต่แทบไม่เคยอยู่ในลิสต์ทำความสะอาดของใคร โดยเฉพาะที่จับประตูห้องน้ำและสวิตช์ไฟในครัว ที่รับเชื้อจากมือที่ยังไม่ได้ล้างน้ำสะอาดมาตลอดทั้งวัน

วิธีดูแล: รวมที่จับประตูและสวิตช์ไฟไว้ในตารางทำความสะอาดประจำสัปดาห์ด้วยครับ ไม่ต้องใช้น้ำยาอะไรหรูหรา แค่ผ้าชุบน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดผ่านก็ช่วยลดปริมาณเชื้อได้มากแล้ว
8. ผ้าอาบน้ำและผ้าขนหนู — ความชื้นคือศัตรูที่ซ่อนตัว
ผ้าอาบน้ำที่เราใช้ทุกวันดูเหมือนจะสะอาดเพราะเราอาบน้ำฟอกสบู่มาแล้ว แต่ความชื้นที่ค้างอยู่ในผ้าหลังใช้งานเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อราและแบคทีเรียชอบมากครับ โดยเฉพาะในบ้านที่ห้องน้ำไม่ค่อยมีการระบายอากาศดีพอ
วิธีดูแล: ซักผ้าอาบน้ำทุก 3-4 วัน อย่าปล่อยให้ผ้าพับหรือกองไว้โดยไม่ได้ตากให้แห้งสนิท และตากในที่อากาศถ่ายเทได้ดีหลังใช้งานทุกครั้ง
ผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยที่ต้องระวัง
สภาพอากาศของไทยที่ร้อนชื้นตลอดปีเป็นปัจจัยเร่งให้เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราเพิ่มจำนวนได้เร็วกว่าประเทศที่มีอากาศเย็นหรือแห้ง ครอบครัวที่อาศัยในคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ขนาดเล็กที่การระบายอากาศอาจไม่ดีนัก ยิ่งเสี่ยงกว่าคนที่อยู่บ้านมีสวน
กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษคือเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน เพราะร่างกายของคนกลุ่มนี้รับมือกับเชื้อโรคได้ยากกว่าคนปกติ

มุมมองของพี่สยาม: สะอาดง่ายกว่าที่คิด ถ้าทำสม่ำเสมอ
พี่สยามคิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้น่ากลัวเกินไปครับ แต่ก็ไม่ควรมองข้าม สิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือเริ่มจากการล้างมือให้เป็นนิสัย ก่อนและหลังทำอาหาร หลังกลับบ้าน และหลังจับสิ่งของสาธารณะ แค่นี้ก็ตัดวงจรการแพร่กระจายเชื้อได้มากแล้ว
จากนั้นค่อย ๆ ปรับนิสัยทำความสะอาดของใช้ในบ้านให้เป็นระบบ ไม่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน เริ่มจากฟองน้ำล้างจานกับผ้าเช็ดครัวก่อน แล้วค่อยขยับไปทีละอย่าง ทำน้อยแต่สม่ำเสมอดีกว่าทำทีเดียวแบบหักโหมแล้วเลิก
ความสะอาดที่แท้จริงไม่ได้วัดด้วยสายตา แต่วัดด้วยนิสัยที่สร้างขึ้นมาทีละนิดนั่นแหละครับ ดูแลบ้านดี ก็ดูแลสุขภาพทั้งครอบครัวได้ด้วย





