พูดถึงการออมเงิน หลายคนนึกถึงภาพเดิมๆ อย่าง "กินน้อยลง ใช้น้อยลง เก็บมากขึ้น" แต่ถ้าสูตรนั้นได้ผลจริง ทำไมคนไทยถึง มีเงินออมเฉลี่ยไม่ถึง 3 เดือนของรายได้ ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สำรวจพฤติกรรมทางการเงินของครัวเรือนไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
พี่สยามเชื่อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจ แต่อยู่ที่ วิธีคิด ต่างหาก วันนี้เลยอยากพามาดูว่าคนที่สะสมความมั่งคั่งได้จริงๆ เขาคิดและทำอย่างไร ไม่ใช่ทฤษฎีในหนังสือ แต่เป็นหลักการที่นักการเงินและนักลงทุนระดับโลกยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
1. จ่ายตัวเองก่อน (Pay Yourself First)
หลักการนี้ฟังดูง่าย แต่คนส่วนใหญ่ทำตรงกันข้าม คือ รายได้เข้า → จ่ายบิล → ซื้อของ → เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ ซึ่งผลลัพธ์คือ "ไม่เหลือเลย"
คนรวยทำแบบนี้: รายได้เข้า → โอนเงินออมทันทีก่อนเลย → ใช้จ่ายจากที่เหลือ ตามที่ Robert Kiyosaki เจ้าของหนังสือ Rich Dad Poor Dad อธิบายไว้ว่า "คนรวยจ่ายตัวเองก่อน คนจนจ่ายตัวเองทีหลัง"
ในทางปฏิบัติสำหรับคนไทย คือตั้ง บัญชีออมทรัพย์แยกต่างหาก แล้วตั้งค่าโอนอัตโนมัติในวันที่เงินเดือนเข้า แม้แค่ 10% ก็ยังดี ระบบธนาคารไทยปัจจุบันรองรับการทำแบบนี้ได้ง่ายมาก
2. แยกบัญชีตามเป้าหมาย ไม่รวมไว้ในกองเดียว
หนึ่งในเหตุผลที่เงินออมหายไปไวคือมันอยู่ในบัญชีเดียวกับเงินใช้จ่าย เห็นตัวเลขในบัญชีเยอะ รู้สึกว่ารวย ก็เลยใช้
วิธีที่นักการเงินส่วนตัว (Personal Finance) แนะนำคือการแยกเป็น อย่างน้อย 3 บัญชี ได้แก่ บัญชีใช้จ่ายประจำวัน บัญชีฉุกเฉิน (Emergency Fund) และบัญชีเป้าหมาย เช่น เที่ยว ดาวน์บ้าน หรือเกษียณ
Morgan Housel ผู้เขียน The Psychology of Money บอกว่า "การแยกบัญชีไม่ใช่แค่เรื่องระเบียบ มันคือการป้องกันไม่ให้สมองของเราหาเหตุผลในการใช้เงินออม"
3. ใช้กฎ 24 ชั่วโมง กับการซื้อของที่ไม่ได้วางแผน
คนรวยหลายคนไม่ได้รวยเพราะมีรายได้เยอะอย่างเดียว แต่เพราะพวกเขา ควบคุมแรงกระตุ้นในการใช้จ่ายได้ดีกว่า
กฎ 24 ชั่วโมงคือ ถ้าอยากซื้ออะไรที่ไม่ได้อยู่ในแผน ให้รอ 1 วันก่อน ถ้ายังอยากได้อยู่และงบอนุญาต ค่อยซื้อ งานวิจัยจาก Journal of Consumer Psychology พบว่า แรงกระตุ้นในการซื้อของส่วนใหญ่จะลดลงกว่า 70% หลังผ่านไป 24 ชั่วโมง
ในยุค Shopee และ Lazada ที่กดซื้อได้ใน 3 วินาที กฎนี้สำคัญมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ลองนำสินค้าไปไว้ใน Wishlist ก่อน แล้วดูว่าพรุ่งนี้ยังอยากได้อีกไหม
4. ลงทุนในตัวเองให้รายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ตัดรายจ่าย
นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่มองข้าม การออมเงินด้วยการ "ตัดทุกอย่าง" มีเพดาน คุณตัดค่าใช้จ่ายได้แค่ 100% ของรายจ่าย แต่รายได้เพิ่มได้ไม่มีขีดจำกัด
Warren Buffett เองเคยพูดว่าการลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในตัวเอง Warren Buffett ไม่ได้รวยเพราะกินมาม่าทุกวัน แต่เพราะเขาเรียนรู้ตลอดชีวิตและเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง
สำหรับคนไทยในยุคนี้ หมายถึงการเรียนทักษะใหม่ เช่น ภาษาอังกฤษ การเขียนโค้ด การตลาดดิจิทัล หรือแม้แต่ทักษะงานฝีมือที่สร้างรายได้เสริมได้ แพลตฟอร์มอย่าง Coursera หรือ YouTube มีคอร์สฟรีมหาศาล ไม่มีข้ออ้างเรื่องงบประมาณอีกต่อไป
5. ทบทวนค่าใช้จ่ายประจำทุก 3 เดือน (Subscription Audit)
ค่าใช้จ่ายที่คนรวยระวังมากที่สุดไม่ใช่ค่ากาแฟ แต่คือ ค่าใช้จ่ายแบบประจำที่เดินทางอัตโนมัติออกจากบัญชี ไม่ว่าจะเป็น Streaming หลายเจ้า ค่าฟิตเนสที่ไม่ได้ไป ค่าแอปต่างๆ หรือแม้แต่ค่าประกันที่ไม่ตรงความต้องการอีกต่อไป
ในสหรัฐอเมริกา บริษัทวิจัย C+R Research พบว่าคนโดยเฉลี่ยจ่ายค่า Subscription ถึง 219 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ตัวเองคิดว่าจ่ายแค่ 86 ดอลลาร์ ต่างกันเกือบ 3 เท่า ประเทศไทยก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก
วิธีง่ายๆ คือดูรายการตัดบัญชีในแอปธนาคารทุก 3 เดือน แล้วถามตัวเองตรงๆ ว่า "ที่จ่ายอยู่คุ้มค่าจริงไหม ถ้าไม่มีจะเป็นอะไรไหม?"
พี่สยามมองยังไงกับเรื่องนี้
พูดตรงๆ ครั้งแรกที่พี่สยามได้ยินหลักการพวกนี้ก็คิดว่า "รู้แล้ว ก็แค่นั้นเอง" แต่พอนั่งคิดดูดีๆ ปัญหาไม่ใช่ที่ความรู้ แต่อยู่ที่ว่า เราทำตามจริงๆ ไหม
ถ้าเป็นพี่สยามเจอแบบนี้ตอนอายุ 25 คงเริ่มตั้งบัญชีออมทรัพย์อัตโนมัติก่อนเลย แค่ข้อเดียว ไม่ต้องทำทั้ง 5 ข้อพร้อมกัน เพราะทำหลายอย่างพร้อมกันแล้วล้มเหลวทั้งหมดแย่กว่าทำสำเร็จทีละอย่าง
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับคนไทยตอนนี้คือ ค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เงินเดือนที่ไม่ได้โตตาม ทำให้รู้สึกว่า "ออมได้ยาก" แต่นั่นยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องฉลาดกับเงินมากขึ้น ไม่ใช่ยอมแพ้
"การออมเงินไม่ใช่เรื่องของความมีวินัยอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการออกแบบระบบที่ทำให้วินัยเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น" — James Clear, Atomic Habits
ไม่ต้องรวยก่อนถึงจะออมได้ แต่ต้องออมก่อนถึงจะรวยได้ เริ่มวันนี้ แม้แค่ 500 บาทต่อเดือน ก็ยังดีกว่าไม่เริ่มเลย





