ต้องบอกตามตรงว่าข่าวนี้ทำให้พี่สยามแปลกใจนิดหน่อย ในแง่ที่ว่า GWM (Great Wall Motor) แบรนด์รถจากจีนที่หลายคนอาจยังมองด้วยสายตาลังเล กลับกลายเป็นเจ้าแรกที่ทำตามสัญญากับรัฐบาลไทยได้สำเร็จ ทั้งมาตรการ EV 3.0 และล่าสุดคือ EV 3.5 ก็ปิดได้ครบก่อนใครเขาทั้งนั้น ซึ่งถ้าพูดกันตรง ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์บ้านเรา
มาตรการ EV 3.5 คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ?
สำหรับใครที่ยังไม่คุ้น มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยมีอยู่ 2 ระยะหลัก ได้แก่
- EV 3.0 ระยะที่ 1 ครอบคลุมปี 2565 – 2568 เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตนำเข้ารถ EV ในราคาที่ได้รับการอุดหนุน แลกกับข้อผูกมัดว่าต้องผลิตชดเชยในประเทศไทยในภายหลัง
- EV 3.5 ระยะที่ 2 ครอบคลุมปี 2567 – 2570 ใช้หลักการเดียวกัน คือนำเข้าได้ก่อน แต่ต้องผลิตในไทยเพื่อชดเชยให้ครบตามเงื่อนไข
พูดง่าย ๆ คือรัฐบาลให้ "เครดิต" แก่ค่ายรถที่อยากเข้าตลาดไทยเร็ว ๆ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องกลับมาลงทุนผลิตในประเทศด้วย ไม่ใช่แค่เอาของมาขายแล้วเงินไหลออกนอกประเทศอย่างเดียว
GWM ทำได้จริง และทำได้คนแรก
ตามรายงานจาก GWM Thailand เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา บริษัทได้บรรลุเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าได้ครบถ้วนตามเงื่อนไข EV 3.5 อย่างสมบูรณ์ โดยรถที่เป็น "ตัวจบ" ของเงื่อนไขนี้คือ GWM ORA 5 EV รถยนต์ไฟฟ้า 100% คันล่าสุดของค่าย
และนี่ยังไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ GWM ก็เป็นรายแรกที่ปฏิบัติตามเงื่อนไข EV 3.0 ได้ครบในปี 2568 ด้วยเช่นกัน นั่นแปลว่าบริษัทนี้ทำสำเร็จสองมาตรการติดต่อกัน และทำได้ก่อนใครทุกครั้ง
ฐานการผลิตที่รองรับทั้งหมดนี้คือ GWM Smart Factory ที่จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถแบบครบวงจร และยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย โรงงานแห่งนี้มีความสามารถรองรับสายการผลิตรถยนต์หลายระบบขับเคลื่อนบนสายการผลิตเดียวกัน และมีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 80,000 คันต่อปี

ก้าวต่อไป: Local Content เกิน 50%
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือแผนขั้นต่อไปของ GWM นั่นคือการประกาศว่าจะเดินหน้ายกระดับการใช้ Local Content หรือชิ้นส่วนที่ผลิตจากผู้ผลิตในประเทศไทยให้ได้มากกว่า 50% ของคันรถ
ตัวเลข 50% นี้สำคัญมากในแง่เศรษฐกิจ เพราะหมายความว่ากว่าครึ่งของชิ้นส่วนในรถแต่ละคันจะมาจากซัพพลายเออร์ไทย ไม่ใช่นำเข้าจากจีนทั้งหมดอย่างที่หลายคนกังวล ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างงานให้คนไทยในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและคนไทย
พี่สยามมองว่าข่าวนี้มีนัยสำคัญอยู่หลายชั้น ลองดูกัน
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย คือกลุ่มที่น่าจะได้ประโยชน์โดยตรงที่สุด ถ้า GWM เดินหน้าเพิ่ม Local Content จริง โรงงานชิ้นส่วนในระยองและพื้นที่ใกล้เคียงจะมีออเดอร์เพิ่มขึ้น
- แรงงานในภาคการผลิต ยิ่งผลิตในประเทศมากเท่าไหร่ งานก็ยิ่งอยู่ในไทยมากเท่านั้น ซึ่งสำคัญมากในยุคที่อุตสาหกรรมรถยนต์เดิม เช่น เครื่องยนต์สันดาปกำลังหดตัว
- ผู้บริโภค ในระยะยาว ถ้า Supply Chain ในประเทศแข็งแกร่ง ต้นทุนการผลิตอาจลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคารถได้บ้าง แต่อันนี้ต้องติดตามกันต่อ
- ค่ายรถรายอื่น ความสำเร็จของ GWM อาจเป็นแรงกดดันให้ค่ายอื่นที่ยังค้างเงื่อนไข EV 3.0 หรือ EV 3.5 อยู่ เร่งผลิตชดเชยให้ครบตามกำหนด
มุมที่ควรจับตา
พี่สยามไม่ได้คิดว่าทุกอย่างจะสวยงามไปหมด มีบางจุดที่ควรติดตามต่อ เช่น ตัวเลข Local Content ที่ประกาศว่าจะเกิน 50% นั้น ยังอยู่ในขั้น "แผน" จะทำได้จริงแค่ไหน เมื่อไหร่ ยังต้องรอดูผลในทางปฏิบัติ รวมถึงการที่ GWM ทำได้รายแรก ก็ยังไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับตลาดรถ EV ในภาพรวม ว่าคนไทยจะหันมาใช้รถไฟฟ้าจริง ๆ มากแค่ไหนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
สำหรับคนที่กำลังคิดจะซื้อ EV ก็ไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจจากข่าวนี้เพียงอย่างเดียว ลองพิจารณาเรื่องสถานีชาร์จในพื้นที่ที่อยู่อาศัย ระยะทางที่ใช้จริงต่อวัน และโปรแกรมบริการหลังการขายควบคู่กันด้วย
"สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเด่นของ GWM Smart Factory และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความจริงใจในฐานะนักลงทุนที่ภาครัฐและผู้บริโภคสามารถไว้วางใจได้" — GWM Thailand
พี่สยามคิดว่าประโยคนี้ฟังดีมาก แต่ความไว้วางใจในโลกธุรกิจต้องพิสูจน์กันด้วยการกระทำระยะยาว ไม่ใช่แค่ข่าวประชาสัมพันธ์ ซึ่ง GWM เองก็เริ่มพิสูจน์ด้วยผลงานจริงมาบ้างแล้ว ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าความต่อเนื่องจะมีไหม
ท้ายที่สุด ถ้าทุกค่ายที่ร่วมมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 สามารถทำตามเงื่อนไขได้จริงเหมือน GWM ประเทศไทยก็มีโอกาสจริง ๆ ที่จะเป็น EV Hub ของอาเซียนตามที่ฝันกันไว้ แต่ถ้าหลายค่ายทำไม่ได้หรือหนีไม่มาผลิต นั่นคือโจทย์ที่รัฐบาลต้องจัดการด้วยเช่นกัน คนไทยก็คงต้องช่วยกันจับตาดูกันต่อไปครับ



