ถ้าพูดตรงๆ โพสต์นี้อ่านแล้วใจหาย — ไม่ใช่เพราะมันดราม่า แต่เพราะมันบอกอะไรบางอย่างที่หนักมากเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่นในบ้านเรา
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุงหลายสมัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในสไตล์ที่ชอบใช้คือการเล่าแบบอุปมาอุปไมย เปรียบบ้านของตัวเองว่าเคยเป็นเหมือน "สำนักตักศิลาทางการเมืองแห่งเมืองพัทลุง" และบรรดาคนที่เดินตามหลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในปัจจุบัน ล้วนเคยผ่านสำนักของตัวเองมาก่อนทั้งสิ้น
จากสำนักเขาบรรทัด สู่ที่ราบสูงอีสาน
นิพิฏฐ์เล่าด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเจ็บปวดปนยอมรับว่า สำนักการเมืองของเขาปิดตัวลงแล้ว บรรดาอดีตลูกศิษย์ที่เคยร่ำเรียนวิชาจากเขา ต่างละทิ้งแนวทางเดิมไปหาสำนักใหม่ โดยเฉพาะ "วิชาที่ถ่ายทอดมาจากที่ราบสูงแห่งอีสาน" ซึ่งเขาบอกว่าตนเองก็เคยปะทะกับวิชาชุดนี้มาก่อนในอดีต
น่าสนใจตรงที่เขายอมรับตรงๆ ว่า แม้ครั้งหนึ่งฝ่ายตรงข้ามจะสู้วิชาจากเขาบรรทัดไม่ได้ แต่วันนี้สถานการณ์พลิก เขาเองก็ "มิอาจเอาชนะเคล็ดวิชาของเขาได้อีกต่อไป" แล้ว
"เมืองแห่งหุบเขาบรรทัด ในวันนี้ จึงมิได้เยือกเย็นด้วยลมใต้จากอ่าวไทยอีกต่อไป แต่กลับร้อนระอุด้วยพิษลมร้อนจากที่ราบสูง" — นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
จุดที่หนักที่สุดในโพสต์นี้คือตัวเลข
ท่ามกลางการเปรียบเปรยทั้งหมด มีประโยคหนึ่งที่พี่สยามอ่านแล้วต้องหยุด คือนิพิฏฐ์บอกว่า พัทลุงมีตัวเลขผู้ทุจริตจากการสอบท้องถิ่นมากเป็นลำดับต้นของประเทศ แล้วก็ตั้งคำถามเองว่า "มันเป็นไปได้อย่างไร?"
นั่นแหละคือหัวใจของโพสต์นี้ ไม่ใช่แค่การปลดปล่อยความในใจส่วนตัว แต่มันคือการชี้ว่าพื้นที่ที่เขาภูมิใจเคยปกครองดูแล กำลังมีปัญหาใหญ่เรื่องความซื่อสัตย์ในกระบวนการสอบคัดเลือกท้องถิ่น ซึ่งกระทบชีวิตของประชาชนโดยตรง
มองผลกระทบต่อคนธรรมดาอย่างเรา
การทุจริตสอบท้องถิ่นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) คือกลไกที่ดูแลชีวิตประจำวันของชาวบ้านโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น ถนน น้ำประปา สวัสดิการผู้สูงอายุ ศูนย์เด็กเล็ก ฯลฯ ถ้าคนที่ได้รับตำแหน่งในองค์กรเหล่านี้ไม่ได้มาเพราะความสามารถจริงๆ แต่ได้มาเพราะโกงระบบ ผู้ที่เสียประโยชน์โดยตรงคือชาวบ้านทั่วไปที่ต้องอาศัยบริการเหล่านั้น
และถ้านิพิฏฐ์พูดถูกว่าพัทลุงติดอันดับต้นๆ ของประเทศในเรื่องนี้ มันก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมากกว่าเดิม เพราะนั่นหมายความว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่อาจเป็นรูปแบบที่ฝังรากอยู่ในโครงสร้างพื้นที่แล้ว
ความรู้สึกของพี่สยาม
ส่วนตัวอ่านโพสต์นี้แล้วรู้สึกหลายอย่างพร้อมกัน — ทั้งเข้าใจความรู้สึกของคนที่เห็นสิ่งที่เคยสร้างมาพังทลาย และในขณะเดียวกันก็คิดว่า การพูดแบบนี้ต่อสาธารณะมันต้องการความกล้าไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อมันเกี่ยวพันกับคนที่อยู่ใกล้ชิดตัวเอง
แต่ที่ทำให้คิดมากที่สุดคือประโยคสุดท้าย: "วิชานี้ ผมไม่เคยรู้ และไม่เคยสั่งสอนศิษย์คนไหน" มันฟังดูเหมือนคำปฏิเสธ แต่ก็ฟังดูเหมือนคำพิพากษาพร้อมกัน ว่าคนที่เลือกวิถีนี้ ทำไปเองโดยอิสระ ไม่ใช่เพราะใครสอน
สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้
- ตัวเลขผู้ถูกดำเนินคดีหรือตรวจสอบจากการสอบท้องถิ่นในพัทลุงนั้นสูงจริงหรือไม่ และมากกว่าพื้นที่อื่นเพราะอะไร — ตรงนี้ยังรอข้อมูลยืนยันเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- การสอบท้องถิ่นในภาพรวมทั่วประเทศมีมาตรการป้องกันการทุจริตที่เพียงพอหรือยัง
- บทบาทของ "เครือข่ายการเมือง" ในการกำหนดผลการสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดถึงกันมานานแต่ยังแก้ไม่ได้จริง
เรื่องนี้ยังไม่จบแน่นอน และถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พี่สยามจะมาอัปเดตให้ทราบอีกครั้ง
สุดท้ายขอฝากคำถามทิ้งท้ายไว้ว่า — ถ้าคนที่อยู่ใกล้ชิดระบบที่สุดยังออกมาพูดแบบนี้ได้ เราในฐานะประชาชนธรรมดาควรเรียกร้องให้มีความโปร่งใสในกระบวนการสอบท้องถิ่นมากขึ้นได้อย่างไรบ้าง?





