คลินิกชะลอไตเสื่อม บุรีรัมย์ — เมื่อโรงพยาบาลจับมือชุมชน สู้กับโรคไตก่อนที่จะสายเกินไป

พี่สยาม
พี่สยาม
สุขภาพ
ขนาดตัวอักษร
คลินิกชะลอไตเสื่อม บุรีรัมย์ — เมื่อโรงพยาบาลจับมือชุมชน สู้กับโรคไตก่อนที่จะสายเกินไป

ถ้าพูดถึงโรคที่คนไทยมักมองข้าม แต่จริงๆ แล้วน่ากลัวมาก พี่สยามว่าโรคไตเรื้อรังต้องติดโผอยู่ในนั้นแน่ๆ เพราะมันค่อยๆ กัดกร่อนร่างกายอย่างเงียบๆ โดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวจนกว่าจะถึงขั้นวิกฤต ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข หรือ "บอร์ดควบคุมคุณภาพฯ" ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยมี ศ.คลินิก นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา เป็นประธาน ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อติดตามการทำงานของ "คลินิกชะลอไตเสื่อม" และระบบคุ้มครองสิทธิประชาชน — แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมาไม่น้อยเลย

โรคไตเรื้อรัง ปัญหาใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในเบาหวานและความดันฯ

ก่อนจะเข้าเรื่องคลินิก ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมบุรีรัมย์ถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ

นพ.ภูวดล กิตติวัฒนาสาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบุรีรัมย์ อธิบายชัดเจนว่า ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไต (คือฟอกไต หรือล้างไตทางช่องท้อง) กว่า ร้อยละ 80 มีสาเหตุมาจากโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสองโรคที่คนไทยเป็นกันอย่างแพร่หลาย

ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะแปลว่า ถ้าเราควบคุมเบาหวานและความดันฯ ได้ดีตั้งแต่ต้น โอกาสที่ไตจะพังน้อยลงไปได้เยอะมาก โรงพยาบาลบุรีรัมย์เลยจัดตั้ง "คลินิกชะลอไตเสื่อม" หรือ CKD Clinic (Chronic Kidney Disease Clinic) ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาตรงจุดนี้

One Stop Service — จุดเดียว ครบจบ ไม่ต้องวิ่งหลายแผนก

สิ่งที่ทำให้คลินิกแห่งนี้น่าสนใจคือรูปแบบการให้บริการที่เรียกว่า One Stop Service หรือบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ภายในแผนกอายุรกรรม

ทีมดูแลผู้ป่วยในคลินิก CKD ประกอบด้วย:

  • อายุรแพทย์เฉพาะทาง — ประเมินอาการและปรับการรักษา
  • พยาบาล — ติดตามอาการและคัดกรองภาวะแทรกซ้อน
  • เภสัชกร — ดูแลเรื่องการใช้ยาให้ถูกต้องและเหมาะสม
  • นักโภชนาการ — ให้คำแนะนำด้านอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต

ครบทีมแบบนี้ ผู้ป่วยไม่ต้องวนเวียนไปหลายแผนก ลดความเครียด ลดเวลา และที่สำคัญคือได้รับการดูแลแบบองค์รวมครบทุกมิติ

ใครบ้างที่เข้าคลินิก CKD ได้?

ตามข้อมูลจาก นพ.ภูวดล คลินิก CKD ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์รับดูแลผู้ป่วยในกลุ่มหลักๆ ได้แก่:

  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี หรือมีโรคร่วมซับซ้อน
  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4 (ไตเสื่อมหนักมากแล้ว)
  • ผู้ป่วยระยะที่ 3 ที่ไตเสื่อมลงเร็วผิดปกติ

ส่วนผู้ป่วยกลุ่มอื่นที่ยังไม่อยู่ในระดับวิกฤต จะผ่านกระบวนการคัดกรองผ่านคลินิก NCD (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ก่อน พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมให้ความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพทุกสัปดาห์ เพื่อไม่ให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น

เชื่อมโรงพยาบาลถึงชุมชน ไม่ให้ใครหล่นหาย

หนึ่งในจุดเด่นที่บอร์ดควบคุมคุณภาพฯ ให้ความสนใจคือการเชื่อมโยงระบบดูแลจากโรงพยาบาลออกไปถึงชุมชน เพราะปัญหาของผู้ป่วยโรคไตส่วนหนึ่งคือการขาดการติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

ในขณะเดียวกัน บอร์ดควบคุมคุณภาพฯ ยังติดตามการดำเนินงานของ "ศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง" ในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 23 อำเภอ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลได้อย่างครบถ้วน แม้ว่าการดำเนินงานจะยังเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและกำลังคนอยู่บ้าง

ทางคณะกรรมการฯ จะรวบรวมข้อมูลและปัญหาที่ได้รับฟังจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการชุดที่เกี่ยวข้องและบอร์ด สปสช. พิจารณาแนวทางสนับสนุนต่อไป ตามรายงานของ Hfocus

ความรู้สึกของพี่สยาม — ทำไมข่าวนี้ถึงทำให้ใจฟู

พี่สยามยอมรับตรงๆ ว่าข่าวสุขภาพส่วนใหญ่มักมาพร้อมตัวเลขที่น่าเป็นห่วง แต่ข่าวนี้แตกต่างออกไปนิดหนึ่ง เพราะมันคือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าระบบสาธารณสุขไทยพยายามจะ "รับมือก่อน" แทนที่จะรอ "แก้ทีหลัง" การที่มีอายุรแพทย์ เภสัชกร และนักโภชนาการนั่งทำงานร่วมกันในจุดเดียวเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคไต มันฟังดูง่าย แต่จริงๆ ต้องใช้การประสานงานและทรัพยากรมหาศาล การที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ทำได้แบบนี้ถือว่าน่ายกย่องมาก

กระทบคนไทยยังไง ใครควรสนใจเป็นพิเศษ?

คนที่ควรติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิดที่สุดคือ ผู้ที่เป็นหรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน ที่สถิติผู้ป่วยกลุ่มนี้มีจำนวนสูง

สำหรับคนไทยทั่วไป ข่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบบัตรทองกำลังพัฒนารูปแบบการดูแลเชิงรุก ไม่ใช่แค่รอให้คนป่วยแล้วค่อยรักษา แต่พยายามจัดการต้นเหตุตั้งแต่ต้น ซึ่งถ้าทำได้ผลดี ระยะยาวจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศได้มหาศาล เพราะค่าฟอกไตหรือล้างไตทางช่องท้องนั้นแพงมากและต้องทำไปตลอดชีวิต

สิ่งที่คุณทำได้ตั้งแต่วันนี้

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มคิดถึงสุขภาพตัวเองหรือคนในบ้าน พี่สยามขอฝากไว้ดังนี้:

  • ตรวจสุขภาพประจำปี อย่าข้ามไป โดยเฉพาะการตรวจค่าไต (Creatinine และ eGFR) และน้ำตาลในเลือด
  • ถ้าเป็นเบาหวานหรือความดันฯ อย่าหยุดยาเอง และพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
  • สิทธิบัตรทองครอบคลุมการดูแลโรคไตเรื้อรัง ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรบ้าง โทรสอบถามที่สายด่วน สปสช. 1330 ได้เลย
  • ถ้าอยู่ในพื้นที่บุรีรัมย์ สอบถามโรงพยาบาลใกล้บ้านว่ามีบริการคลินิก CKD หรือคลินิก NCD หรือยัง

โรคไตไม่ได้ป้องกันได้ทุกกรณี แต่การรู้เร็ว รักษาเร็ว และดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ช่วยได้จริงๆ และนั่นคือสิ่งที่คลินิกชะลอไตเสื่อมที่บุรีรัมย์กำลังพิสูจน์ให้เราเห็น

ถ้าโมเดลนี้ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายระดับบนและขยายออกไปทั่วประเทศ คนไทยอีกหลายแสนคนอาจไม่ต้องนั่งเก้าอี้ฟอกไตสัปดาห์ละสามครั้งตลอดชีวิต — ลองคิดดูว่านั่นจะเปลี่ยนชีวิตคนได้มากแค่ไหน

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook