Data Center กินไฟแค่ไหน และทำไมไทยถึงต้องรีบจัดโซนนิ่งก่อนสายเกินไป

พี่สยาม
พี่สยาม
เทคโนโลยี
ขนาดตัวอักษร
Data Center กินไฟแค่ไหน และทำไมไทยถึงต้องรีบจัดโซนนิ่งก่อนสายเกินไป

ถ้าพี่สยามบอกว่ามีโรงงานขนาดยักษ์กำลังจะผุดขึ้นหลายสิบแห่งทั่วประเทศ แล้วแต่ละแห่งกินไฟเท่ากับเมืองขนาดกลางทั้งเมือง คุณจะรู้สึกยังไง? นั่นแหละคือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับ Data Center ในไทยตอนนี้ครับ

Data Center คืออะไร และทำไมถึงกินไฟจัง

Data Center หรือ ศูนย์ข้อมูล คือสถานที่เก็บและประมวลผลข้อมูลดิจิทัลจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นภาพที่คุณโพสต์ใน Instagram วิดีโอที่ดูใน Netflix หรือไฟล์ที่บันทึกใน Google Drive ทั้งหมดนั้นถูกเก็บอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยเซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่นับหมื่นนับแสนเครื่อง

ปัญหาคือเครื่องพวกนี้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน และยิ่งทำงาน ก็ยิ่งร้อน จึงต้องการระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ ซึ่งกิน น้ำและไฟฟ้า มหาศาลอีกที ลองนึกภาพเครื่องแอร์ที่บ้านคุณ แต่คราวนี้มันใหญ่กว่าสนามฟุตบอล และเปิดตลอดเวลาไม่มีวันปิด

ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีโครงการ Data Center ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมกว่า 1.1 ล้านล้านบาท จาก 90 โครงการ ตัวเลขนี้บอกให้รู้ว่าไทยกำลังกลายเป็น “จุดหมาย” ของอุตสาหกรรมดิจิทัลระดับโลก ซึ่งฟังดูดีมาก แต่มีเงื่อนไขที่ต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้

ตัวเลขที่ทำให้หายใจไม่ออก

ข้อมูลจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เผยว่า ณ เดือนมิถุนายน 2569 มีโครงการ Data Center ยื่นขอใช้ไฟรวมกัน 26,045 เมกะวัตต์ แต่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ตอบสนองได้เพียง 4,882 เมกะวัตต์ หรือแค่ 18.7% ของที่ต้องการเท่านั้น

พูดง่ายๆ คือมีความต้องการไฟฟ้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองอีกกว่า 21,000 เมกะวัตต์ จาก 75 โครงการที่ยังค้างอยู่ในคิว ถ้าเทียบให้เห็นภาพ กำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยทั้งประเทศในปัจจุบันอยู่ที่ราว 45,000–50,000 เมกะวัตต์ นั่นแปลว่าโครงการ Data Center เหล่านี้ต้องการไฟเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตทั้งประเทศรวมกัน

ถ้าเป็นพี่สยามเองนะ ได้ยินตัวเลขนี้แล้วรู้สึกสองแบบพร้อมกันเลย — ภูมิใจที่ไทยน่าลงทุน แต่ก็เป็นห่วงว่าโครงสร้างพื้นฐานของเราพร้อมรับมือจริงๆ หรือเปล่า

โซนนิ่ง (Zoning) คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

โซนนิ่ง (Zoning) คือการกำหนดพื้นที่เฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมประเภทใดประเภทหนึ่ง เหมือนที่เรามีนิคมอุตสาหกรรมสำหรับโรงงาน หรือย่านธุรกิจสำหรับออฟฟิศ แนวคิดของการทำโซนนิ่ง Data Center คือ การรวมศูนย์ให้โครงการเหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่วางแผนโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสายส่งไฟฟ้า ระบบน้ำ และการเชื่อมต่อเครือข่าย

ประโยชน์ของโซนนิ่งมีหลายด้านครับ

  • วางแผนไฟฟ้าได้ตรงจุด: แทนที่จะขยายสายไฟไปทุกทิศทุกทาง ก็สามารถเสริมกำลังได้เฉพาะโซนที่กำหนด
  • ป้องกันการแย่งทรัพยากร: ชุมชนและภาคเกษตรกรรมจะไม่โดนแย่งไฟและน้ำโดยไม่รู้ตัว
  • ควบคุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม: ความร้อนที่ปล่อยออกมา น้ำเสีย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ จัดการได้ง่ายกว่าเมื่อรวมอยู่ที่เดียว
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือให้นักลงทุน: ถ้าโครงสร้างพื้นฐานชัดเจน นักลงทุนก็วางแผนได้แม่นยำขึ้น

ถ้าไม่มีโซนนิ่ง อะไรจะเกิดขึ้น

นี่คือส่วนที่กระทบชาวบ้านอย่างเราๆ โดยตรงครับ

หนึ่ง — ไฟฟ้าแพงขึ้น เมื่อความต้องการไฟเพิ่มขึ้นกะทันหัน แต่กำลังการผลิตตามไม่ทัน ค่าไฟก็จะขยับตาม และภาระนั้นตกอยู่กับผู้บริโภคทุกคน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

สอง — ไฟดับ / ไฟตก: เมื่อโหลดในระบบหนักเกินไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ Data Center ตั้งอยู่ ปัญหาไฟฟ้าไม่เสถียรก็จะตามมา

สาม — น้ำขาดแคลน: Data Center ขนาดใหญ่ใช้น้ำเพื่อระบายความร้อนปริมาณมหาศาล ถ้าตั้งในพื้นที่เกษตรกรรมหรือชุมชนโดยไม่วางแผน ชาวบ้านและเกษตรกรอาจเจอปัญหาน้ำขาดโดยไม่รู้สาเหตุ

สี่ — ผลกระทบระยะยาวต่อสิ่งแวดล้อม: ความร้อนสะสมในพื้นที่ (Urban Heat Island Effect) และการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจไม่ได้มาตรฐาน

ต่างประเทศเขาทำยังไง

หลายประเทศเจอปัญหานี้มาก่อนไทยแล้วครับ และแต่ละที่มีวิธีรับมือที่น่าสนใจ

  • สิงคโปร์ เคยระงับการอนุมัติ Data Center ใหม่ทั้งหมดชั่วคราวระหว่างปี 2019–2022 เพื่อทบทวนนโยบายพลังงาน ก่อนจะเปิดใหม่พร้อมกฎเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มข้น
  • เนเธอร์แลนด์ กำหนดโซนเฉพาะสำหรับ Data Center พร้อมบังคับใช้พลังงานหมุนเวียนและการนำความร้อนที่ปล่อยออกมาไปใช้ประโยชน์กับระบบทำความร้อนในเมือง
  • มาเลเซีย กำลังเดินหน้าจัดโซนนิ่ง Data Center ควบคู่กับการขยายโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานสะอาด เพื่อดึงดูดนักลงทุนอย่างยั่งยืน

แนวทางร่วมกันของประเทศเหล่านี้คือ ไม่ปฏิเสธการลงทุน แต่กำกับดูแลให้อยู่ในกรอบที่รับผิดชอบต่อสังคม

คนไทยควรติดตามเรื่องนี้อย่างไร

พี่สยามอยากฝากไว้สักสองสามข้อครับ

ถ้าคุณเป็น ประชาชนทั่วไป เรื่องนี้อาจฟังดูไกลตัว แต่มันส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟรายเดือน ความเสถียรของระบบไฟฟ้า และทรัพยากรน้ำในชุมชน ลองติดตามว่าในพื้นที่ของคุณมีโครงการ Data Center ขนาดใหญ่วางแผนจะสร้างหรือเปล่า และภาครัฐมีแผนขยายโครงข่ายไฟฟ้ารองรับด้วยหรือไม่

ถ้าคุณเป็น ผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะที่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าในการผลิต ควรติดตามนโยบายค่าไฟและแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ เพราะถ้าการจัดสรรไฟฟ้าไม่สมดุล ก็อาจกระทบต้นทุนได้โดยตรง

และถ้าคุณเป็น คนที่ทำงานในวงการ IT หรือ Cloud อุตสาหกรรม Data Center ที่เติบโตเร็วในไทยแปลว่ามีโอกาสงานสูงมาก ทั้งในด้าน Network Engineering, Data Center Operations, Cybersecurity และอีกหลายสาขา นี่คือทิศทางที่น่าลงทุนเรื่องทักษะในอีก 5 ปีข้างหน้า

สุดท้ายนี้ พี่สยามว่าการที่ไทยกลายเป็นจุดหมายของการลงทุนดิจิทัลระดับโลก มันคือโอกาสที่ดีมากครับ แต่โอกาสนั้นจะเป็นประโยชน์กับคนไทยทุกคน ไม่ใช่แค่นักลงทุน ก็ต่อเมื่อเราวางแผนโครงสร้างพื้นฐานให้รัดกุม และมีการกำกับดูแลที่ทำให้ทรัพยากรของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือน้ำ ถูกแบ่งปันอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่แค่ยกให้ใครคนใดคนหนึ่งทั้งหมด

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook