เมื่อข่าวลือในการเมืองปะทุ: ทำไม 'ความแตกแยกในพรรค' ถึงเป็นอาวุธที่ใช้กันทุกยุค

พี่สยาม
พี่สยาม
การเมือง
ขนาดตัวอักษร
เมื่อข่าวลือในการเมืองปะทุ: ทำไม 'ความแตกแยกในพรรค' ถึงเป็นอาวุธที่ใช้กันทุกยุค

ข่าวลือ "พรรคแตก" คืออาวุธเก่าแก่ที่ยังใช้ได้ผลเสมอ

ถ้าเราติดตามข่าวการเมืองไทยมาสักพัก จะสังเกตได้ว่ามีรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ อยู่เสมอนั่นคือ "ข่าวลือความแตกแยกในพรรครัฐบาล" ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน สมัยไหน หรือพรรคไหนเป็นรัฐบาล เราก็มักได้ยินข่าวในทำนองว่า "แกนนำพรรคไม่ลงรอย" หรือ "ศึกในวัง" อยู่เป็นระยะ

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นยุทธวิธีทางการเมืองที่มีเหตุผลรองรับ และเราในฐานะประชาชนที่ต้องอยู่กับการเมืองทุกวัน ควรรู้เท่าทันว่ามันทำงานอย่างไร

ทำไมข่าวลือ "พรรคแตก" ถึงถูกปล่อยออกมา?

พี่สยามลองนั่งวิเคราะห์ดูแล้ว มีเหตุผลหลักๆ อยู่ไม่กี่ข้อที่ทำให้กลยุทธ์นี้ถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

1. สร้างความไม่มั่นใจต่อรัฐบาล

เมื่อสาธารณชนเชื่อว่าผู้นำพรรคทะเลาะกันเอง ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในการบริหารประเทศก็ลดลงโดยอัตโนมัติ ตรรกะง่ายๆ คือ ถ้าแค่คนในบ้านเดียวกันยังตกลงกันไม่ได้ แล้วจะไปบริหารประเทศได้อย่างไร?

2. บีบให้ฝ่ายถูกกล่าวหาต้องออกมาชี้แจง

นี่คือกับดักที่แยบยลมาก เพราะไม่ว่าฝ่ายที่ถูกกล่าวหาจะทำอะไรก็ดูเสียเปรียบ หากออกมาชี้แจง ก็เหมือนยืนยันว่าเรื่องนี้มีน้ำหนัก หากเงียบ ก็ดูเหมือนยอมรับ

3. เบี่ยงความสนใจจากประเด็นอื่น

บางครั้งข่าวลือเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาเพื่อดึงความสนใจออกจากประเด็นนโยบายหรือปัญหาเฉพาะเจาะจงที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้ถูกพูดถึง

4. ทดสอบปฏิกิริยาของตลาดและพันธมิตร

การปล่อยข่าวออกมาแล้วดูว่าใครตอบสนองอย่างไร บางครั้งก็เป็นวิธีสำรวจว่าพันธมิตรหรือนักลงทุนยังเชื่อมั่นในเสถียรภาพรัฐบาลอยู่หรือไม่

"การป้ายสี" ทางการเมืองคืออะไร และส่งผลอย่างไร?

ในวงการการเมือง คำว่า "ป้ายสี" หมายถึงการโยงหรือเชื่อมชื่อของบุคคลเข้ากับเรื่องราวเชิงลบ โดยอาจไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เพียงแค่สร้างความรู้สึกว่า "น่าจะเกี่ยวข้อง" ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ภาพลักษณ์เสียหายได้

ที่น่ากังวลคือการป้ายสีไม่ได้กระทบแค่นักการเมืองที่เป็นเป้าหมาย แต่ยังลามไปถึงคนรอบข้าง ครอบครัว หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในหลายกรณีคนเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองเลยแม้แต่น้อย

ภาพ: www.matichon.co.th

"ความน่ากลัวของการป้ายสีคือ แม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าไม่จริง แต่ความเสียหายต่อชื่อเสียงก็เกิดขึ้นไปแล้ว เหมือนกาวที่ติดแล้วยากจะลอกออกหมด"

โครงสร้าง "พรรคการเมืองแบบไทย" ทำให้ข่าวลือได้ผลแค่ไหน?

เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะพรรคการเมืองไทยส่วนใหญ่มีโครงสร้างที่แตกต่างจากพรรคในระบอบประชาธิปไตยตะวันตก คือมักมี "ผู้อยู่เบื้องหลัง" หรือ "ครูใหญ่" ที่มีอิทธิพลสูงสุดแต่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

โครงสร้างแบบนี้ทำให้เกิดความซับซ้อนในการตีความข่าวลือ เพราะมีหลายชั้นของอำนาจที่ประชาชนมองเห็นไม่ครบ และนั่นเปิดช่องให้การคาดเดาและการสร้างเรื่องราวเป็นไปได้ง่ายกว่าพรรคที่มีโครงสร้างอำนาจโปร่งใส

คดีฮั้วในทางการเมืองคืออะไร และมีกลไกตรวจสอบอะไรบ้าง?

คำว่า "ฮั้ว" ในทางกฎหมาย หมายถึงการสมคบกันระหว่างผู้ที่ควรจะแข่งขันกันหรือทำหน้าที่อย่างอิสระ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันในทางที่มิชอบ ซึ่งในบริบทการเมือง อาจหมายถึงการที่ผู้มีอำนาจพยายามแทรกแซงกระบวนการที่ควรเป็นอิสระ

กลไกตรวจสอบที่มีอยู่ในระบบไทย ได้แก่

  • คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหน้าที่ไต่สวนและชี้มูลความผิดนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ
  • ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการกระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมถึงกรณียุบพรรค
  • ฝ่ายนิติบัญญัติ มีกลไกอภิปรายไม่ไว้วางใจและตั้งกระทู้ถาม
  • ภาคประชาชนและสื่อมวลชน ทำหน้าที่เปิดเผยข้อมูลและสร้างแรงกดดันต่อสาธารณะ

ประชาชนอย่างเราควรอ่านข่าวการเมืองแบบนี้อย่างไร?

พี่สยามอยากบอกตรงๆ ว่า เวลาเจอข่าวลือเรื่อง "พรรคแตก" หรือ "ทะเลาะกัน" ให้ตั้งคำถาม 3 ข้อก่อนเชื่อ

  • ใครได้ประโยชน์จากข่าวนี้? ลองหาว่าถ้าคนเชื่อเรื่องนี้ ใครได้เปรียบทางการเมือง
  • มีหลักฐานที่จับต้องได้ไหม? การแสดงออก การโหวต หรือพฤติกรรมที่ชัดเจน สำคัญกว่าคำพูดของนักการเมืองทั้งสองฝ่าย
  • มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ยืนยันหรือเปล่า? ข่าวที่อ้างแหล่งข่าว "ใกล้ชิด" หรือ "ไม่ระบุชื่อ" ทุกชิ้น ควรรับด้วยความระมัดระวัง

มุมมองของพี่สยาม: สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าว่าใครทะเลาะกับใคร

พูดตรงๆ นะครับ สิ่งที่ทำให้พี่สยามรู้สึกกังวลมากกว่าว่าแกนนำพรรคไหนจะถูมือกันหรือไม่ คือ ผลกระทบต่อนโยบายสาธารณะที่ประชาชนรอคอยอยู่

เมื่อรัฐบาลต้องเสียเวลาและพลังงานไปกับการแก้ข่าวลือ ชี้แจงเรื่องส่วนตัว หรือบริหารจัดการภาพลักษณ์ ย่อมหมายความว่ามีเวลาน้อยลงสำหรับการทำงานจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนต้องการ

ในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง สิ่งที่เราทำได้คือ จับตาดูว่า ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เกิดขึ้นหรือไม่ มากกว่าจะเสียพลังงานไปกับละครการเมืองที่อาจถูกออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจเราตั้งแต่แรก

การเมืองไทยมีสีสันเสมอ แต่เราในฐานะคนดูก็ต้องฉลาดพอที่จะแยกแยะว่าอะไรคือสาระ อะไรคือโชว์ครับ

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook

บทความที่เกี่ยวข้อง