ถ้าใครเคยนั่งจ้องหน้าจอคอมในห้องเดิม โต๊ะเดิม วิวเดิม แล้วรู้สึกว่าความคิดมันเริ่มตัน — พี่สยามเข้าใจความรู้สึกนั้นดีมาก เพราะสมัยก่อนเคยผ่านช่วงนั้นมาแล้ว และคำตอบที่ใช้ได้จริงไม่ใช่แค่ "พักผ่อน" แต่คือการ เปลี่ยนบรรยากาศทั้งหมด นั่นแหละถึงจะช่วยได้
เทรนด์ Workation หรือการหอบงานไปทำพร้อมเที่ยวไปด้วย กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มคนทำงานแบบ Remote Work ยุคนี้ และข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชี้ให้เห็นว่า เมืองรอง คือตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุด เพราะเงียบสงบ ค่าครองชีพถูกกว่าเมืองหลัก และสัญญาณอินเทอร์เน็ตครอบคลุมพอที่จะวิดีโอคอลได้สบาย ๆ
ทำไมต้องเมืองรอง ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก?
พี่สยามว่านี่คือคำถามที่หลายคนสงสัย คำตอบง่ายมาก — เมืองหลักอย่างเชียงใหม่หรือภูเก็ตตอนนี้คึกคักจนบางทีหาร้านกาแฟนั่งทำงานเงียบ ๆ ยังยาก แถมค่าที่พักก็ขยับขึ้นไปเยอะ ในขณะที่เมืองรองยังมี บรรยากาศที่สงบจริง ราคาเป็นมิตรกว่า และมีเสน่ห์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น

5 เมืองรองที่สาย Workation ควรลองสักครั้ง
1. น่าน — สงบ สมาธิดี วิวภูเขาโอบล้อม
น่านเหมาะกับคนที่ต้องการสมาธิจริง ๆ ตัวเมืองมีขนาดพอดี เดินทางสะดวก และมีร้านกาแฟเปิดใหม่พร้อม Wi-Fi ความเร็วสูงให้เลือกหลายแห่ง บรรยากาศเป็นทุ่งนาและวิวภูเขา ค่าครองชีพเฉลี่ยอยู่ที่ 500 – 800 บาทต่อวัน ถ้าใครทำงานประเภทที่ต้องคิดเยอะ เขียนเยอะ พี่สยามว่าน่านตอบโจทย์มากที่สุดในลิสต์นี้
2. ตรัง — สายกินสายทะเล ทำงานเสร็จลงหาดได้เลย
ตรังคือเมืองที่ทำให้ชีวิตมีความสุขได้ง่ายมาก เริ่มวันด้วยติ่มซำเช้า ทำงานในร้านกาแฟสไตล์วินเทจ แล้วปิดท้ายวันที่ชายหาดสงบ ค่าครองชีพเฉลี่ย 400 – 700 บาทต่อวัน ถือว่าประหยัดที่สุดในกลุ่มเมืองชายทะเล อาหารพื้นเมืองอร่อยและราคาถูก ใครชอบทะเลแต่ไม่อยากแออัดกับนักท่องเที่ยว ตรังคือคำตอบ
3. จันทบุรี — ใกล้กรุงเทพฯ บรรยากาศเมืองเก่าริมน้ำ
สำหรับคนที่ไม่อยากเดินทางไกล จันทบุรีเป็นตัวเลือกที่ดีมาก เข้าถึงได้จากกรุงเทพฯ ไม่กี่ชั่วโมง ย่านชุมชนเก่าริมแม่น้ำจันทบูรมีคาเฟ่ที่ตกแต่งจากอาคารโบราณ บรรยากาศร่มรื่น เงียบสงบ เหมาะกับการนั่งคิดงานยาว ๆ พร้อมจิบกาแฟท้องถิ่น ค่าครองชีพอยู่ที่ 500 – 900 บาทต่อวัน

4. แพร่ — สโลว์ไลฟ์แท้ ๆ ค่าครองชีพถูกสุดในลิสต์
ถ้าพูดถึงความคุ้มค่า แพร่ต้องมาก่อน ค่าครองชีพเฉลี่ยแค่ 350 – 600 บาทต่อวัน มีโฮมสเตย์และร้านกาแฟเรือนไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนนั่งทำงานอยู่บ้าน ผู้คนเป็นมิตร ไม่แออัด เหมาะกับคนที่ต้องการโหมดสโลว์ไลฟ์จริง ๆ และไม่ต้องการสิ่งรบกวน
5. เชียงราย — กาแฟดี อากาศดี อินเทอร์เน็ตครบ
เชียงรายโดดเด่นเรื่องเมล็ดกาแฟคุณภาพระดับโลก ร้านกาแฟแนว Specialty Coffee (กาแฟคุณภาพสูงที่เน้นกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน) มีให้เลือกหลากหลาย บวกกับ Co-working space และวิวทิวเขาที่เปิดโล่ง อากาศดีตลอดปี โครงข่ายอินเทอร์เน็ตครอบคลุม ค่าครองชีพเฉลี่ย 500 – 850 บาทต่อวัน ใครชอบทำงานพร้อมดื่มกาแฟดี ๆ ที่นี่จะทำให้วันทำงานรู้สึกดีขึ้นเยอะ
ผลดีที่ได้มากกว่าแค่เปลี่ยนวิว
สิ่งที่น่าสนใจคือการ Workation ที่เมืองรองไม่ได้ดีแค่กับตัวเราเอง แต่ยังช่วย กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายในร้านกาแฟ ที่พัก ร้านอาหาร หรือตลาดชุมชน ตามข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ รายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้กระจายไปถึงชุมชนท้องถิ่นได้ดีกว่าการท่องเที่ยวรูปแบบเดิม ๆ เพราะเราอยู่นานกว่าและใช้จ่ายในพื้นที่มากกว่า
ก่อนแพ็กกระเป๋า เตรียมอะไรบ้าง?
- เช็กสัญญาณ Wi-Fi ที่พักก่อนจอง — โทรถามตรง ๆ หรือดูรีวิวที่พูดถึงอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ
- เตรียม SIM สำรอง — บางพื้นที่ในเมืองรองสัญญาณมือถืออาจตกบ้าง มีแผนสำรองไว้จะดีกว่า
- วางแผนตารางงานล่วงหน้า — แยกชัดเจนว่าช่วงไหนคือเวลางาน ช่วงไหนคือเวลาเที่ยว ไม่งั้นสองอย่างจะปนกันจนไม่ได้ดีทั้งคู่
- เตรียมอุปกรณ์ให้ครบ — Power bank สายชาร์จสำรอง หูฟังตัดเสียง และอะแดปเตอร์ถ้าจำเป็น
ถ้าเป็นพี่สยามเลือกวันนี้ คงไปแพร่ก่อนเลย เพราะค่าใช้จ่ายถูกที่สุด และบรรยากาศเรือนไม้มันให้ความรู้สึกที่ไม่มีที่ไหนเหมือน แต่ถ้าใครต้องการอินเทอร์เน็ตแรงและกาแฟดีเป็นหลัก เชียงรายก็ตอบโจทย์มาก ๆ เหมือนกัน
ลองถามตัวเองดูนะว่าตอนนี้งานที่ทำต้องการ ความเงียบ หรือ แรงบันดาลใจ? เพราะแต่ละเมืองให้สิ่งที่ต่างกัน และทั้ง 5 เมืองนี้ล้วนมีคำตอบที่รอคุณอยู่ ลองเปลี่ยนบรรยากาศดูสักครั้ง อาจพบว่างานที่ทำอยู่มันดีขึ้นได้แค่จากการเปลี่ยนวิวหน้าต่างก็เป็นได้




