กำลังผลิตส่วนเกิน คืออะไร? ทำไมถึงเป็นชนวนสงครามการค้าที่คนไทยต้องรู้

พี่สยาม
พี่สยาม
เศรษฐกิจ
ขนาดตัวอักษร
กำลังผลิตส่วนเกิน คืออะไร? ทำไมถึงเป็นชนวนสงครามการค้าที่คนไทยต้องรู้

เรื่องที่ดูไกลตัว แต่จริงๆ แล้วใกล้กระเป๋าเรามาก

ถ้าพูดถึงคำว่า "กำลังผลิตส่วนเกิน" หรือภาษาอังกฤษที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบใช้ว่า Excess Capacity หลายคนอาจรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องของนักวิชาการหรือข้าราชการในห้องประชุม ไม่ใช่เรื่องของคนธรรมดาอย่างเรา แต่พี่สยามขอบอกเลยว่า ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ คุณจะเข้าใจด้วยว่าทำไมของแพงขึ้น ทำไมงานบางสาขาหายไป และทำไมเศรษฐกิจไทยถึงอยู่ในจุดที่เปราะบางแบบนี้

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า ในปี 2569 ไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้ากับทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การส่งออกขยายตัว 14% แต่การนำเข้าพุ่งถึง 27% ซึ่งตัวเลขห่างกันขนาดนี้ มันบอกอะไรเราบ้าง?

กำลังผลิตส่วนเกิน หมายความว่าอะไรกันแน่

ลองจินตนาการง่ายๆ ว่าคุณเปิดร้านขนมปัง ซื้อเตาอบมา 10 เตา แต่ทุกวันคุณใช้แค่ 4 เตา อีก 6 เตาจอดนิ่งไม่ได้ทำอะไร นั่นแหละคือ "กำลังผลิตส่วนเกิน" ในระดับโรงงาน

ทีนี้ถ้าขยายสเกลขึ้นมาเป็นระดับประเทศ โดยเฉพาะในกรณีของจีนที่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตสินค้าอย่างยานยนต์ไฟฟ้า ยาง หรือเครื่องจักรจำนวนมหาศาล แต่ตลาดในประเทศดูดซับไม่หมด ผลที่ตามมาคือสินค้าเหล่านั้นถูกทุ่มออกมาขายในตลาดโลกในราคาถูกผิดปกติ ซึ่งในทางการค้าระหว่างประเทศเรียกว่า Structural Excess Capacity (กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง)

ปัญหาคือ ไทยอยู่ตรงกลางของเกมนี้พอดี เราเป็นทั้งผู้นำเข้าสินค้าจากจีน และเป็นผู้ส่งออกสินค้าไปสหรัฐ ทำให้สหรัฐมองว่าไทยอาจเป็น "ท่อผ่าน" ของสินค้าที่ผลิตด้วยกำลังส่วนเกินเหล่านั้น

มาตรา 301 คืออะไร และทำไมมันน่ากลัว

มาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าสหรัฐคือเครื่องมือที่รัฐบาลสหรัฐใช้ไต่สวนและลงโทษประเทศที่มีการค้าที่ "ไม่เป็นธรรม" ในสายตาของพวกเขา ซึ่งตอนนี้ไทยถูกจับตาดูใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่

  • ยานยนต์ — โดยเฉพาะในบริบทที่รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนหลั่งไหลเข้ามาในไทย
  • ยาง — ไทยเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก
  • เครื่องจักร — ซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานการผลิตทั่วภูมิภาค

การถูกไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ไม่ได้แค่หมายความว่าจะโดนภาษีเพิ่ม แต่ยังส่งสัญญาณเชิงลบต่อนักลงทุนและอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจกับไทยในระยะยาวด้วย

2 จุดอ่อนที่เศรษฐกิจไทยต้องระวัง

พี่สยามอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าความเสี่ยงของไทยตอนนี้ไม่ได้มาจากจุดเดียว แต่มี 2 จุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

1. เงินเฟ้อที่อาจถูกกระตุ้น

ถ้าสหรัฐเพิ่มมาตรการกีดกันและไทยต้องปรับห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิตสินค้าหลายอย่างในไทยจะสูงขึ้น ซึ่งในที่สุดก็จะผลักดันราคาสินค้าให้แพงขึ้นในกระเป๋าของผู้บริโภค นั่นคือพวกเราทุกคน

2. ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่พุ่งสูง

บัญชีเดินสะพัด (Current Account) คือการนับรวมเงินที่ไหลเข้า-ออกประเทศทั้งหมด ทั้งจากการค้า การท่องเที่ยว และบริการ ถ้าไทยนำเข้ามากกว่าส่งออกอย่างต่อเนื่อง บัญชีนี้จะติดลบ และเมื่อบวกกับแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐ ตัวเลขอาจพุ่งสูงถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งจะกดดันค่าเงินบาทและทำให้ข้าวของนำเข้าแพงขึ้นตามไปด้วย

แล้วคนไทยธรรมดาอย่างเราได้รับผลกระทบยังไง

พี่สยามเองก็นั่งคิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเราเป็นลูกจ้างโรงงานยานยนต์ หรือทำงานในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ข่าวแบบนี้มันไม่ใช่แค่ตัวเลขในหน้าหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจอีกต่อไปแล้ว มันคือความไม่แน่นอนของงาน ของรายได้ และของอนาคต

ผลกระทบที่มองเห็นได้ในชีวิตประจำวันมีหลายระดับ

  • ราคาสินค้านำเข้าอาจแพงขึ้น โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และพลังงาน
  • ตลาดแรงงานในโรงงานส่งออกอาจตึงตัว ถ้าคำสั่งซื้อจากสหรัฐลดลง
  • ค่าเงินบาทอาจผันผวน ซึ่งกระทบทั้งคนที่มีลูกเรียนเมืองนอก หรือคนที่ต้องซื้อสินค้าจากต่างประเทศ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือกลุ่มแรงงานในภาคการผลิตที่ไม่มีทักษะสำรองรองรับ ถ้าอุตสาหกรรมหดตัว กลุ่มนี้คือคนที่เจ็บปวดก่อนใคร

ทางออกที่พูดถึงกัน และสิ่งที่เราทำได้

ในระดับนโยบาย มีการพูดถึงการเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการขาดดุลการค้า รวมถึงการกระจายตลาดส่งออกให้ไม่พึ่งพาสหรัฐมากเกินไป

แต่ในระดับบุคคล สิ่งที่เราทำได้คือ

  • ติดตามข่าวเศรษฐกิจอย่างเข้าใจ ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขหุ้น แต่เข้าใจว่าตัวเลขนั้นสัมพันธ์กับชีวิตเราอย่างไร
  • วางแผนการเงินส่วนตัวให้รับมือกับความผันผวน มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เดือนเป็นเกราะป้องกันชั้นแรก
  • พัฒนาทักษะที่ยืดหยุ่นและเคลื่อนย้ายได้ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลที่ไม่ผูกติดกับอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง

มุมมองของพี่สยาม

เรื่องนี้พี่สยามมองว่ามันคือโอกาสที่ดีมากที่เราจะได้ทบทวนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกันจริงจัง เพราะความจริงคือการพึ่งพาการส่งออกไปตลาดเดียวและนำเข้าสินค้าทุนจากแหล่งเดียวมานาน มันมีความเสี่ยงซ่อนอยู่ตลอด แค่ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ถูกบังคับให้เผชิญมันอย่างตรงๆ

สงครามการค้าและมาตรการกีดกันต่างๆ ฟังดูน่ากลัว แต่มันก็เป็นตัวเร่งให้ประเทศต้องปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการหาพลังงานทางเลือก การยกระดับสินค้าในห่วงโซ่คุณค่า หรือการสร้างตลาดในภูมิภาคให้แข็งแกร่งขึ้น

สิ่งสำคัญคือทำความเข้าใจก่อนตื่นตระหนก เพราะคนที่เข้าใจเกมคือคนที่เล่นได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นในระดับนโยบายหรือในระดับกระเป๋าตังค์ของเราแต่ละคน

พี่สยาม
พี่สยาม

คอลัมนิสต์ประจำ ViralSiam

คนไทยวัยทำงาน เล่าข่าว วิเคราะห์เรื่องราว ด้วยมุมมองที่เข้าใจชีวิตคนธรรมดา ถ้าชอบบทความนี้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วยนะครับ

แชร์บทความนี้

LINE X Facebook

บทความที่เกี่ยวข้อง