เมื่อวัน International Joke Day มาถึง ก็ต้องทดสอบความฮาของ AI กันหน่อย
พี่สยามขอยอมรับตรงๆ เลยว่า เสียงหัวเราะคือหนึ่งในสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ตื่นมาเช้าๆ ถ้าไม่ได้ยิ้มหรือหัวเราะอะไรสักอย่าง ความรู้สึกมันก็จะไม่ค่อยดีตลอดทั้งวัน หลายคนคงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี และเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น International Joke Day หรือวันสากลแห่งการล้อเล่นอย่างเป็นทางการ Elton Jones นักเขียนด้าน AI จาก Tom's Guide ก็มีไอเดียสนุกๆ ว่า "ถ้าจะฉลองวันนี้ ทำไมไม่ลองทดสอบดูว่า ChatGPT ตลกได้แค่ไหนกัน?"
ผลที่ได้ออกมาน่าประหลาดใจมาก เพราะ AI ที่เราคิดว่าเป็นแค่เครื่องมือทำงาน กลับสามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ดีกว่าที่หลายคนคาดไว้มากทีเดียว

ทำไมถึงต้องทดสอบความฮาของ ChatGPT?
ปกติแล้วคนส่วนใหญ่ใช้ ChatGPT เพื่อช่วยงานจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเขียนรายงาน สรุปเอกสาร หรือวิเคราะห์ข้อมูล แต่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงว่า AI ตัวนี้มันมีอารมณ์ขันด้วยหรือเปล่า Elton Jones จึงลองออกแบบ Prompt หรือคำสั่งที่เน้นด้านตลกขบขันโดยเฉพาะ แทนที่จะพิมพ์แค่ว่า "เล่าเรื่องตลกให้หน่อย" แบบตรงๆ ธรรมดา
ตามรายงานของ Tom's Guide การทดลองครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ChatGPT สามารถเป็นคู่สนทนาที่สนุกสนานได้จริงๆ ถ้าเราป้อน Prompt ที่ถูกทิศทาง ซึ่งพี่สยามว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะนี่คือการพิสูจน์ว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือเย็นชา แต่สามารถ "เข้าใจ" บริบทของอารมณ์ขันได้ในระดับหนึ่ง
5 Prompt สุดสร้างสรรค์ที่ทดสอบความฮาของ ChatGPT
1. ให้ ChatGPT เขียนนิยามพจนานุกรมแบบ "โหดและตรงไปตรงมา"
Prompt แรกที่ได้รับการกล่าวถึงในรายงานคือการขอให้ ChatGPT เขียนนิยามของคำในชีวิตประจำวันแบบ Brutally Honest หรือ "ซื่อสัตย์แบบโหดๆ" โดยให้ตัวอย่างคำ เช่น "Monday Zoom Meeting" (การประชุม Zoom วันจันทร์), "Password" (รหัสผ่าน), "Printer" (เครื่องพิมพ์) และ "Group Project" (โปรเจกต์กลุ่ม)
ผลที่ได้คือ ChatGPT ตอบด้วยนิยามที่ตรงใจคนทำงานอย่างมาก เช่น "เครื่องพิมพ์" อาจถูกนิยามว่าคือ "อุปกรณ์ที่ทำงานได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา ยกเว้นตอนที่คุณต้องการมันจริงๆ" หรือ "โปรเจกต์กลุ่ม" อาจหมายถึง "งานที่คน 2-3 คนทำจริงๆ แต่ทุกคนได้เครดิตเท่ากัน" ถ้าคุณเคยทำงานออฟฟิศหรือเรียนมหาวิทยาลัย คุณจะรู้ว่ามันโดนใจแค่ไหน

2. บำบัดจิตใจให้กับผู้ร้ายในหนัง
อันนี้พี่สยามว่าสุดสร้างสรรค์มากเลย Prompt ที่ว่าให้ ChatGPT จำลองเป็นนักจิตวิทยาที่นั่งบำบัดให้กับ The Joker, Darth Vader, Lord Voldemort และ Thanos พร้อมกันในห้องเดียว ฟังดูบ้าๆ แต่ผลที่ได้คือบทสนทนาที่ทั้งตลกและฉลาดในเวลาเดียวกัน เพราะ ChatGPT ต้องเข้าใจบุคลิกของตัวละครแต่ละตัวให้ถูกต้อง แล้วนำมาสร้างสถานการณ์ที่ขัดแย้งกันอย่างสนุกสนาน
3. ให้ ChatGPT Roast ชีวิตของเราเอง
Roast ในที่นี้หมายถึงการ "ด่าแบบตลกๆ" สไตล์ Comedy Roast ที่นิยมมากในอเมริกา ซึ่ง Prompt นี้ยิ่ง ChatGPT รู้จักเราแค่ไหน มันก็ยิ่งเจ็บปวดแต่ฮาขึ้นเท่านั้น เพราะมันจะนำข้อมูลที่เราเคยบอกมันไว้มาใช้ประกอบการ Roast ได้อย่างแม่นยำ ลองนึกภาพว่าถ้าคุณเคยบอก ChatGPT ว่าคุณตื่นสาย ทำงานไม่เสร็จ และกินมาม่าเป็นอาหารหลัก แล้วให้มันล้อเล่นเรื่องนี้กลับมา รับรองว่าต้องหัวเราะขำตัวเองแน่ๆ

4. Role-Play สถานการณ์ไร้สาระสุดโต่ง
การขอให้ ChatGPT เล่นเป็นตัวละครในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง เช่น "ถ้า WiFi หยุดทำงาน และส่งจดหมายลาออกให้คุณ มันจะเขียนว่าอะไร?" หรือ "ถ้าแมวเป็นเจ้านายในออฟฟิศ มันจะบริหารทีมอย่างไร?" แบบนี้ให้ผลลัพธ์ที่ฮามากเพราะ ChatGPT จะพยายามสร้างเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผลสำหรับสิ่งที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง
5. สร้างสถานการณ์ Interactive Comedy
Prompt สุดท้ายเป็นรูปแบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้มีส่วนร่วม เช่น ให้ ChatGPT เล่าเรื่องสั้นๆ แล้วให้เราเลือกทิศทางของเรื่อง หรือให้มันถามคำถามเราก่อน แล้วนำคำตอบไปสร้างเรื่องตลกที่เฉพาะตัวสำหรับเราโดยเฉพาะ วิธีนี้ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังคุยกับเพื่อนที่ฉลาดและตลกในเวลาเดียวกัน

มุมมองพี่สยาม: AI ตลกได้จริงๆ แต่มีเงื่อนไข
ถ้าเป็นพี่สยามเองลองใช้ ChatGPT แบบนี้บ้าง ก็คงต้องยอมรับว่าน่าประหลาดใจไม่น้อย เพราะโดยส่วนตัวแล้วมองว่า AI ยังขาดความเป็นธรรมชาติในด้านอารมณ์ขัน แต่ผลการทดลองของ Elton Jones ทำให้เห็นว่า ChatGPT ไม่ได้ตลกแบบสะเปะสะปะ แต่มันตลกอย่างมีตรรกะ มันเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่คน "รู้สึกได้ร่วม" เช่น ความหงุดหน่ายกับเครื่องพิมพ์ ความเบื่อหน่ายกับการประชุม หรือความเจ็บปวดของคนที่ต้องทำงานกลุ่ม
สิ่งที่ทำให้ ChatGPT ตลกได้นั้นไม่ใช่แค่ตัว AI เอง แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของ Prompt ที่เราป้อนเข้าไปด้วย ถ้าเราแค่พิมพ์ว่า "เล่าเรื่องตลก" มันก็จะตอบแบบกลางๆ ไม่สนุก แต่ถ้าเราให้บริบท ให้ตัวละคร หรือให้ข้อจำกัดที่น่าสนใจ AI จะมีพื้นที่สร้างสรรค์มากพอที่จะทำให้เราหัวเราะได้จริงๆ

คนไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้บ้าง?
อาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่พี่สยามมองว่าการที่ ChatGPT มีอารมณ์ขันได้นั้นมีนัยสำคัญสำหรับคนไทยด้วยหลายเหตุผล
- ลดความกดดันในการทำงาน: หลายคนใช้ ChatGPT ในงานประจำวัน การรู้ว่ามันคุยสนุกได้ด้วย ทำให้ความสัมพันธ์กับ AI เป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่เครียดเกินไป
- เครื่องมือฝึกภาษา: สำหรับคนที่อยากฝึกภาษาอังกฤษผ่านการล้อเล่น ลองให้ ChatGPT เล่าเรื่องตลกภาษาอังกฤษแล้วอธิบายว่าเพราะอะไรถึงตลก วิธีนี้ช่วยให้เข้าใจ Wordplay และสำนวนได้ดีมาก
- สร้างบรรยากาศในทีม: ถ้าคุณเป็นหัวหน้าทีม ลอง Prompt ให้ ChatGPT ช่วยสร้าง Icebreaker ตลกๆ สำหรับการประชุม รับรองว่าบรรยากาศดีขึ้นแน่
- ฝึกความคิดสร้างสรรค์: การคิด Prompt ที่ดีต้องใช้จินตนาการ ซึ่งเป็นทักษะที่มีประโยชน์มากกว่าแค่การล้อเล่น
ข้อควรระวังที่พี่สยามอยากฝากไว้
แม้ว่าเรื่องนี้จะดูสนุกสนาน แต่พี่สยามอยากเตือนสักนิดว่า การให้ ChatGPT รู้จักข้อมูลส่วนตัวของเรามากเพื่อให้มัน Roast เราได้ตลกขึ้นนั้น ควรระวังเรื่องข้อมูลที่แชร์ด้วย อย่าป้อนข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เช่น ชื่อจริง ที่อยู่ หรือข้อมูลทางการเงินลงไปใน Prompt เพียงแค่เพื่อความสนุก เพราะ OpenAI มีนโยบายเก็บข้อมูลการสนทนาไว้เพื่อพัฒนาระบบ แม้จะสามารถปิดฟีเจอร์นี้ได้ แต่ก็ควรรู้ไว้
นอกจากนี้ ChatGPT ยังอาจสร้างเรื่องตลกที่ไม่เหมาะสมกับบางบริบทได้ โดยเฉพาะถ้า Prompt ไม่ได้กำหนดขอบเขตไว้ชัดเจน แนะนำให้บอก ChatGPT ล่วงหน้าว่า "ให้ตลกแบบ Clean" หรือ "ไม่ต้องใช้ภาษาหยาบ" ก็จะช่วยได้มาก

สรุป: AI ตลกได้ แต่ต้องรู้วิธีคุย
การทดลองของ Elton Jones ในวัน International Joke Day ปีนี้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า ChatGPT ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยงานซีเรียส แต่มันสามารถเป็น "เพื่อนคุย" ที่สนุกได้ด้วย ถ้าเรารู้วิธีตั้ง Prompt ที่ดี
พี่สยามอยากให้ลองเปิดใจกับ ChatGPT ในมุมนี้ดูบ้าง ไม่ต้องรอ International Joke Day ก็ได้ แค่วันไหนรู้สึกเครียดๆ ลองพิมพ์ว่า "ช่วยเขียนนิยามพจนานุกรมแบบซื่อสัตย์โหดๆ ของคำว่า การประชุมออนไลน์, เดดไลน์, อีเมลด่วน" ดูก่อน รับรองว่าหัวเราะขำตัวเองได้แน่ๆ และบางทีเสียงหัวเราะเล็กๆ นั้นแหละที่ทำให้วันที่หนักๆ ดูเบาลงได้มากเลยนะครับ





